ทุกการเดินทางมีคุณค่า แต่ว่าฉันอาจไม่คู่ควร


มีคนเคยบอกว่าการเดินทางก็เหมือนกับการเปิดโลกกว้าง พาเราไปสัมผัสสิ่งใหม่ ได้พบเจอประสบการณ์ประหลาดๆที่ไม่สามารถหาได้จากที่ไหน ซึ่งเรื่องราวเหล่านั้นสามารถแบ่งบันได้เพียงบันทึกความทรงจำ อย่างเช่นรูปภาพและข้อความการบอกเล่า หากอยากเจอ อยากเห็น ก็คงต้องออกไปสัมผัสประสบการณ์เหล่านั้นด้วยตนเองเท่านั้น แต่สำหรับตัวฉันเองแล้วกลับรู้สึกในทางตรงกันข้ามที่ว่า ฉันไม่เคยชื่นชอบการเดินทางเลยแม้แต่น้อย แม้ว่าจะไปเที่ยวแบบสบายๆไม่ลำบากอะไร ฉันก็ยังไม่เคยชอบอยู่ดี

          

เชื่อว่าการเดินทางนั้นมีประโยชน์จริงอย่างที่หลายๆคนเคยว่าไว้ แต่บางทีการเดินทางอาจไม่ได้เหมาะกับคนทุกคนก็เป็นได้ เพราะเรื่องบางเรื่องแม้ว่ามันจะดีและมีประโยชน์แค่ไหน แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าใครทำแล้วจะเวิร์กเหมือนกันหมด

 

 

 

พี่เล็ก Greasy Café ได้เคยให้สัมภาษณ์ไว้ในนิตยสาร a day ว่า “เราเชื่อว่าความรักเป็นเรื่องดี แต่เราไม่เชื่อว่ามันจะเกิดขึ้นกับทุกคน” ส่วนความสัมพันธ์ระหว่างตัวฉันกับการเดินทางก็คงเป็นทำนองเดียวกับเรื่องความรักที่พี่เล็กได้กล่าวเอาไว้

 

 

 

ไม่รู้ว่าเพราะขี้เกียจเกินไป หรือเพราะเป็นคนอ่อนไหวต่อสภาพแวดล้อมรอบข้าง จึงทำให้ฉันไม่อยากออกเดินทางไปไหน ชอบที่จะนอนอยู่บ้านมากกว่า แล้วด้วยเหตุนี้กระเป๋าเป้ของฉันที่มีอยู่หลายใบจึงถูกใช้แค่ใส่หนังสือเวลาไปเรียนเท่านั้น

 

 

 

ภาพยนตร์ออสการ์บนสายการบินกาตาร์แอร์ไลน์

               

เจ้านกเหล็กตัวโตโผบินออกจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิตอนบ่ายโมง มีจุดหมายที่เมืองฮานอย ประเทศเวียดนาม นี่ไม่ใช่ทริปที่ฉันตั้งใจ เสมือนกึ่งๆถูกบังคับเสียด้วยซ้ำ เพราะมันเป็นการเดินทางเพื่อไปศึกษาดูงานที่นักศึกษาป.โทและคณาจารย์อีกหลายท่านจำเป็นต้องไป

 

นอกจากเสื้อผ้าและแปรงสีฟัน สิ่งอื่นที่มากไปกว่านั้นฉันแทบจะนึกอะไรไม่ออก เนื่องจากมีบริษัททัวร์จัดการเรื่องการเดินทางอย่างเช่น ตั๋วเครื่องบิน ที่พัก และ กำหนดการสถานที่ท่องเที่ยวไว้แล้ว นั่นจึงทำให้สบายใจไปหนึ่งอย่าง แถมยังทำให้รู้สึกว่าช่างเหมาะกับคนขี้เกียจแบบฉันเสียจริงๆ 

 

               

สิ่งที่ทำให้ฉันได้รู้สึกตื่นเต้นก่อนที่จะไปถึงจุดหมาย คือบรรยากาศบนเครื่องบินของการ์ตาร์แอร์ไลน์ สิ่งที่เรียกความสนใจของฉันได้อย่างมากมายก็คือ เจ้าจอทีวีซึ่งติดอยู่กับด้านหลังเบาะของคนข้างหน้า ที่ทำให้ฉันสามารถดูหนังฟังเพลงและเล่นเกมได้

 

 

ซึ่งมันก็ไม่ใช่อุปกรณ์แปลกใหม่อะไรแต่ที่สนใจมากๆก็คือ ภาพยนตร์ที่อยู่ในนั้นมีมากมายหลายเรื่องที่ฉันถูกใจจนอยากจะกดLikeรัวๆ มีทั้งหนังที่เข้าชิงรางวัลออสการ์ปี 2012 หนังรุ่นเก่าๆที่อยู่ในระดับยอดเยี่ยมอีกหลายเรื่อง นอกจากนี้ยังมีหนังที่ฉันอยากดูแต่ยังไม่เคยดูอีกเพียบ แค่เพียงไล่กดดูหลายชื่อหนังก็สามารถสร้างความฟินให้ฉันได้มากทีเดียว

 

               

แต่ยังไม่ทันได้ตัดสินใจว่าจะดูเรื่องอะไร สจ๊วตหนุ่มหน้าตาดีก็นำอาหารมาเสิร์ฟ ซึ่งประกอบไปด้วยพายไส้ไก่ น้ำผลไม้ และคุกกี้อีก1ซองเล็ก ก่อนที่จะสะบัดผมหนึ่งทีแล้วเดินไปเสิร์ฟอาหารให้ผู้โดยสารท่านอื่นๆ

 

 

 

ระหว่างกินฉันก็นั่งคิดและกดดูรายชื่อภาพยนตร์ที่อยากดูต่อไปเรื่อยๆ เมื่อตัดสินใจเป็นมั่นเหมาะและกำลังจะกดPlay คุณสจ๊วตคนนั้นกลับมาอีกรอบเพื่อเก็บกล่องใส่อาหารและขยะต่างๆ และนั่นจึงทำให้ฉันเพิ่งสังเกตว่า นี่บินมาเกือบครึ่งทางแล้วยังไม่ได้เริ่มดูหนังเลย (ก็มัวแต่เลือกอยู่นั่นแหล่ะ) เมื่อลองคำนวณเวลากว่าจะถึงเวียดนามก็เหลืออีกประมาณชั่วโมงเดียวเอง จะดูก็คงไม่จบอยู่ดี สุดท้ายฉันก็ได้แต่เสียบหูฟัง เปิดเพลงเบาๆแล้วนั่งหลับไปจนกระทั่งถึงปลายทาง

 

 

 

ฉันมองหาสาวๆไซส์XLไม่เจอ หรือว่าเธอไม่มีตัวตน

               

ฉันไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับเวียดนามมากนัก ครั้นก่อนจะมาก็แทบไม่ได้ศึกษาอะไรเลย ช่วงเวลา3วันที่นั่นอาจไม่ได้ทำให้ฉันเข้าถึงรายละเอียดต่างๆเท่าไร แต่อย่างน้อยก็เปลี่ยนสภาวะไม่รู้จักเธอไม่รู้จักฉัน มาเป็นเข้าใจกันมากขึ้น

 

 

 

เท่าที่มองด้วยตาเปล่าเมืองฮานอยก็ไม่ต่างกับเมืองใหญ่ๆของประเทศอื่น ที่มีตึกสูงเกิดขึ้นมากมาย โครงการขนาดยักษ์จากการลงทุนของต่างชาติ ผู้คนคับคั่ง การจราจรที่ติดขัด เหลือเพียงแค่ยังโตไม่เท่าเมืองอื่นๆเท่านั้นเอง

 

 

ซึ่งในอนาคตก็คงเติบโตสูสีกับเมืองใหญ่ทั่วโลกได้แน่ๆ นอกจากนี้ยังมีบางโครงการที่ยังอยู่ในขั้นดำเนินงาน เช่น รางรถไฟฟ้าและอาคารขนาดใหญ่อีกมากที่ยังสร้างไม่เสร็จ  และเป็นที่น่าเสียดายอย่างหนึ่งของการมาทริปนี้ ก็คือการที่ต้องใช้เวลาอยู่บนรถทัวร์ซะเป็นส่วนใหญ่ จึงทำให้ฉันยังไม่ได้เห็นอะไรอีกมาก

      

 

เท่าที่สังเกตพบ ฉันแทบไม่เห็นชาวเวียดนามในไซส์จัมโบ้เลยสักคน ครั้งแรกที่ชาวคณะทัวร์พูดถึงเรื่องนี้ ฉันยังคิดในใจอยู่เลยว่า จะเป็นไปได้จริงหรือ แต่หลังจากเดินทางไปยังสถานที่แต่ละแห่งและเห็นชีวิตความเป็นอยู่ของชาวเวียดนามก็ทำให้รู้สึกว่ามันใช่จริงๆ

 

 

 

เรื่องแรกก็คืออาหาร อาหารชาวเวียดนามไม่มีเมนูแกงกะทิแบบบ้านเรา ส่วนใหญ่ก็จะเป็นต้ม ลักษณะแบบต้มจืด อาหารประเภทผัด ทอด แบบธรรมดาๆ และหลายๆเมนูก็จะมีผักเป็นส่วนประกอบเยอะทีเดียว นี่อาจจะเป็นปัจจัยที่ทำให้ชาวเวียดนามที่ผมเห็นมีรูปร่างผอมเพรียวก็เป็นได้ แต่กระนั้นก็ยังคงพบร้านของหวานบริเวณข้างทาง ทั้งร้านกาแฟ ร้านเค้ก และร้านเครื่องดื่มประเภทนมปั่นที่ขายตอนเย็น โดยจะมีเมนูเด็ดคือวุ้นในลูกมะพร้าว ซึ่งผมเห็นคนมานั่งกินกันเยอะมาก ซึ่งรสชาติก็อร่อยใช้ได้ แต่ว่าหวานเกินไปหน่อยจนไม่สามารถกินคนเดียได้หมด

 

 

อีกเรื่องที่ดูแล้วน่าจะทำให้ชาวเวียดนามหุ่นดี ก็คือการออกกำลังกาย ขนาดออกไปเดินเล่นช่วง 2-3 ทุ่ม ฉันยังคงเห็นบางคนออกมาวิ่งออกกำลังกาย บางทีก็เจอกลุ่มที่ดูเหมือนจะออกกำลังกายเสร็จแล้วเดินมาเป็นกลุ่มๆ สิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่งก็คือบริเวณทางเท้า ที่นอกจากจะมีร้านค้าแผงลอยแล้วยังมีคอร์ทแบตมินตันที่ตีเส้นสีขาวเอาไว้อย่างดิบดี ซึ่งอันนี้ฉันเองก็ไม่รู้ว่ามีหน่วยงานไหนตั้งใจทำเอาไว้ หรือมีใครมาแอบตีเส้นเอาเอง ซึ่งในช่วงเย็นๆก็จะมีบางคนเอาเน็ตมาขึง แล้วตีแบตฯกันบ้าง เล่นตระกร้อกันบ้าง

 

 

 

ดูแล้วก็รู้สึกทึ่งกับไอเดียของเขามากๆในการนำบริเวณทางเท้ามาใช้ประโยชน์ แต่ก็ไม่ได้มีแบบนี้ในทุกที่ เพราะบางบริเวณก็จะกลายเป็นที่จอดรถมอเตอร์ไซด์และรถยนต์ไปแทน

 

 

              

แดดเช้าที่มาพร้อมกับเสียงแตร

               

ดูเหมือนว่าชาวเวียดนามจะได้ทักทายแสงตะวันก่อนชาวไทย ซึ่งฉันสังเกตจากแสงแดดที่สาดส่องลงมากระทบใบหน้า จนทำให้ต้องลืมตาตื่นขึ้นมาในเวลา 6 โมงเช้า ลุกขึ้นมาบิดขี้เกียจได้สองตลบก็แอบตกใจว่า เอ๊ะนี่มัน 8 โมงเช้าแล้วรึป่าว แดดแรงจนต้องหันกลับไปดูที่นาฬิกาอีกที ซึ่งเข็มสั้นยังชี้ที่เลข 6 อยู่เหมือนเดิม ก็แอบคิดเอาเองว่าสงสัยดวงอาทิตย์น่าจะขึ้นตั้งแต่ประมาณตี 4-ตี 5

 

 

 

ฉันเองพยายามที่จะลองตื่นมาดูอาทิตย์ขึ้นให้ทัน แต่เนื่องจากเมาเบียร์ก่อนนอนทุกวัน แค่จะตื่นให้ทัน 6 โมงเช้า (คณะทัวร์นัดกินข้าว 7 โมง) ก็แทบจะลุกไม่ไหวเสียแล้ว    

           

 

เสียงแรกที่ได้ยินในตอนเช้าไม่ใช่เสียงไก่ขัน แต่เป็นเสียงแตรรถของผู้คนที่ออกเดินทางไปทำงานกันแต่เช้า ท่ามกลางการจราจรอันคับคั่ง สิ่งที่เราจะพบเห็นมากที่สุดก็คือรถมอเตอร์ไซด์จำนวนมหาศาล ที่ขับเบียดเสียดกันอยู่บนท้องถนน จนรู้สึกเสียวๆว่าจะเกิดอุบัติเหตุได้ทุกวินาที

 

 

 

ซึ่งจำนวนมอเตอร์ไซด์ของทั้งประเทศเวียดนามทะลุหลัก 20 ล้านคันไปแล้วตั้งแต่ปี 2553 ส่วนปัจจุบันยานพาหนะชนิดนี้ก็ยังคงขายดี โดยมียอดการผลิตสูงถึงปีละ 3-4 ล้านคัน

              

 

สิ่งที่ตามมาจากจำนวนรถที่มากมาย นอกจากควันแล้วก็คงเป็นเสียงแตรที่ไม่ว่าเราจะผ่านไปยังถนนเส้นได้ก็ตาม เสียงแตรเหล่านี้ก็พร้อมที่จะเข้ามากระทบโสตประสาทของเราอยู่เสมอๆ

 

 

 

สาเหตุหลักที่เขาบีบแตรกันก็คือ เตือนคนที่อยู่ข้างหน้าที่ไม่ว่าจะขับรถหรือเดินอยู่บนถนนให้ระวังและหลบให้ดี ซึ่งแต่ละคนก็มีวิธีการบีบแตรที่แตกต่างกันไป บางคนบีบที่เดียว บางคนมาเป็นจังหวะสามช่า แต่ที่โหดที่สุดก็คือเล่นบีบแตรลากยาวตั้งแต่หัวซอยไปจนถึงท้ายซอย จนอดสงสัยไม่ได้ว่าจิตใจของคุณพี่ท่านนั้นทำด้วยอะไร

                

 

แต่มาลองคิดดูเล่นๆ ฉันกลับรู้สึกว่าที่เขาบีบแตรกันอาจไม่ได้เป็นเพราะอยากบีบไล่ใคร หรือต้องการให้ใครหลบรถ แต่อาจจะเป็นการบีบแตรเพื่อทักทายคนที่ขับรถสวนทางมาก็ได้ แบบว่ารถราก็เยอะเต็มถนนจะโบกไม้โบกมือทักทายเกรงว่าจะเสียการทรงตัว หรือถ้าจะตะโกนเรียกกันอาจไม่ได้ยินก็เป็นได้ ดังนั้นการบีบแตรจึงเป็นทางเลือกที่ดูจะง่ายกว่ากันเยอะเลย(อันนี้เดาเอาเล่นๆ)   

 

 

              

ไม่รู้จักฉันไม่รู้จักเธอ

               

ในระหว่างที่กำลังหาซื้อของฝากให้กับมิตรสหายหลายๆท่านจากทางบ้าน พี่ไกด์นำทริปของเราได้แนะนำว่า เวลาจะซื้ออะไร ควรต่อราคาเอาไว้เยอะๆ เช่น ถ้าราคา 500 ก็ต่อให้เหลือ 200-300 เพราะบางร้านก็มักจะบวกราคาเพิ่มเข้าไปเวลาเจอนักท่องเที่ยว ฉันเองก็ไม่ใช่นักต่อราคาที่เก่งกาจเท่าไรหรอก เพราะเจออะไรถูกใจก็ซื้อๆไปหมด

 

               

บางทีก็รู้สึกเหนื่อยที่ต้องเดินเทียบราคาทีละร้านว่าร้านไหนถูกกว่าแล้วค่อยซื้อทีหลัง แต่ในจังหวะนั้นการที่จะซื้ออะไรๆโดยไม่เทียบราคาเลยที่อาจจะรู้สึกเจ็บใจเล็กๆเมื่อพบว่ายังมีร้านตรงข้ามที่ขายถูกกว่ากันครึ่งต่อครึ่ง เช่น ร้านแรกขาย 200 ร้านถัดมาอาจขายเพียง 120

 

 

ก็แอบคิดอยู่ในใจว่าคุณพี่พ่อค้าแม้ค้าทำไมถึงต้องทำแบบนี้กับฉันด้วย หรือเป็นเพราะโทษฐานที่เราไม่รู้จักกัน แถมยังคุยกันคนละภาษา คุณพี่จึงปั่นราคาซะสูงลิบ ก็เลยไม่รู้ว่าถ้าเราเคยรู้จักกันมาก่อน จะลดราคาให้กันบ้างไหม หรือไม่ก็มีของแถมแบบแม่ค้าข้าวแกงร้านประจำ ที่มักจะตักกับข้าวเพิ่มให้โดยไม่คิดเงิน

 

               

แต่ที่จริงฉันเองไม่ได้คิดซีเรียสอะไรมาก เพราะของซื้อของขาย จะเอากำไรกันบ้างคงไม่แปลกอะไร เพราะสถานที่ท่องเที่ยวส่วนใหญ่ก็เป็นแบบนี้ ฉันเองก็ถือว่านานๆจะมาเที่ยวสักที อันไหนราคาสมเหตุสมผลกับคุณภาพสินค้าก็ซื้อไป แต่ถ้าแพงมากจนเวลาควักตังออกมาแต่ละที แขนขาแทบจะไม่มีแรงแบบนี้คงไม่ไหว ทำได้แค่เพียงตัดใจแล้วบอกลาได้เลย

 

 

 

นอกจากนี้สินค้าของฝากยอดฮิตที่เจอทุกร้านค้า ตั้งแต่ร้านขายของชำยันสนามบิน ก็คงจะเป็นกาแฟ3in1ยี่ห้อหนึ่ง ที่มีพรีเซนต์เตอร์เป็นชายหนุ่มที่ใส่สูทแบบเจมส์ บอนด์ ซึ่งถ้าเทียบกับบ้านเราก็คงคล้ายๆกับโมจิของนครสวรรค์ ที่หาพบได้ตามสถานีขนส่งทั่วไปของทุกจังหวัด   

 

               

สิ่งแรกที่ทำเมื่อเดินทางกลับถึงบ้านคือเข้าส้วม

               

อย่างที่ว่าไว้ตามชื่อหัวข้อ พอกลับถึงบ้านก็รู้สึกปวดท้องแล้วต้องวิ่งไปเข้าส้วมในทันที ไม่รู้สาเหตุเหมือนกันว่าทำไม ตลอดการเดินทางก็เข้าส้วมทุกเช้านะไม่ใช่ไม่เข้าเลย แต่บางทีอาจเป็นการได้ปลดปล่อยถึงบางสิ่งที่อัดอั้นเอาไว้ระหว่างที่เราออกไปเดินทาง ทั้งความเหนื่อย ความล้า ความเครียดต่างๆ ก็มลายหายไปทันทีที่ได้เข้าส้วมที่บ้าน

 

               

แม้ว่าฉันเองจะได้เรียนรู้อะไรหลายๆอย่างจากการเดินทาง ไม่ว่าจะเป็นครั้งนี้หรือครั้งที่ผ่านๆมา ฉันยังคงเกลียดการเดินทางท่องเที่ยวอยู่เช่นเดิม แต่ก็ยังรู้สึกดีต่อการเดินทางทุกครั้ง เพราะถึงฉันจะเกลียดมันแค่ไหน แต่อย่างน้อยมันก็ทำให้ฉันได้ประสบการณ์หลายๆที่มีคุณค่า ซึ่งฉันคิดว่าสิ่งเหล่านี้มันไม่ได้มาเพราะความบังเอิญแน่ๆ แถมมีเรื่องราวต่างๆมาเขียนบอกเล่าให้คนอื่นๆฟัง และนั่นก็เป็นสิ่งที่ฉันชอบและทำอย่างต่อเนื่องมาเสมอๆ

             

 

 

 

แต่ถ้าตอนนี้มีใครจะมาชวนฉันไปเที่ยวที่ไหน ไม่ว่าจะใกล้หรือไกล

         

ฉันก็คงจะตอบว่า

               

ขอนอนพักก่อนละกันนะ 

 

 

 

 

 

 

 

 

ขอบคุณที่แวะมาครับ 

อะติม

 

ร้านค้าเจ้าประจำ

posted on 14 May 2013 19:09 by samoodpokon in article directory Fiction, Diary

 

 

ชีวิตท่ามกลางเมืองใหญ่ มีร้านค้ามากมายรายรอบที่ทยอยผุดขึ้นมากันเป็นดอกเห็ด เพื่อคอยตอบสนองชีวิตประจำวันของผู้คนในเมือง ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหาร ร้านเสื้อผ้า ร้านกาแฟ+ขนม ห้างสรรพสินค้า และอื่นๆอีกมากมาย 

 

 

 

ในจำนวนร้านค้าที่มีเยอะแยะจนเลือกไม่ถูก จะมีสักกี่แห่งที่เรามักจะไปใช้บริการอยู่เป็นประจำ ซึ่งเหตุที่เราจะต้องแวะไปร้านใดร้านหนึ่งบ่อยๆนั้น คงมีเหตุผลง่ายไม่กี่ข้อ คือ ร้านเหล่านั้นตอบสนองความต้องการของเราได้โดนใจ อย่างเช่น สินค้าราคาถูก เจ้าของร้านใจดี หรือเพราะร้านอยู่ใกล้บ้าน หรือเหตุผลอื่นๆก็ว่ากันไป

 

 

 

 

สำหรับผมเองนั้นมีร้านประจำอยู่หลายที่ ร้านแรกที่ไปบ่อยมากคือร้านตัดผม เนื่องจากผมงอกเร็วเหลือเกิน ไม่ถึงเดือนก็ยาวแล้ว ครั้นจะไว้ผมยาวก็ไม่เหมาะกับหนังหน้าเท่าไร เลยทำให้ต้องตัดเป็นประจำ ซึ่งร้านที่ไปบ่อยๆนั้นมีเหตุผลง่ายๆคือใกล้บ้านและราคาถูกกว่าร้านอื่น แต่ต้องยอมทนร้อนนิดนึงเพราะไม่มีแอร์

 

 

 

 

บางร้านนี่เรียกได้ว่าไปบ่อยจนสนิทกับเจ้าของ โดยเฉพาะสมัยเด็กๆที่จะสนิทกับเจ้าของร้านเช่าการ์ตูน และร้านเกมเป็นพิเศษ แต่ก็มีเรื่องตลกอยู่อย่างนึงว่า ทั้งๆที่เราสนิทและคุ้นเคยกับเจ้าของร้าน(รวมถึงร้านอื่นๆที่ไม่ใช่ร้านเกมและการ์ตูน) กลายเป็นว่าผมกลับไม่รู้จักชื่อร้านซะอย่างนั้น คือด้วยความเคยชินเลยมักจะเรียกชื่อร้านว่า ร้านหน้าปากซอย หรือบางทีมักเรียกเป็นชื่อเจ้าของร้านแทน เช่น ร้านป้าคนนั้น ร้านลุงคนนี้ บางรายเข้าไปซื้อของมาเกือบปีก็เพิ่งมารู้จักชื่อร้านจริงๆ

 

 

 

 

ปัจจุบันร้านที่มักจะไปบ่อยๆคือร้านกาแฟ เพราะช่วงนี้กลายเป็นคนติดกาแฟไปซะแล้ว หลังจากต้องเรียนหนักบวกกับงานอื่นอีกหลากหลาย นอกจากจะกินกาแฟแก้ง่วงได้แล้ว การได้ไปนั่งเล่นในร้านกาแฟก็นับว่าเป็นวิธีผ่อนคลายความเครียดได้อีกทางหนึ่ง และท่ามกลางเมืองใหญ่ที่มีร้านกาแฟอยู่มากมาย เดินไปทางไหนก็เจอแต่ร้านกาแฟจนผมอดคิดเล่นๆไม่ได้ว่า นี่กะจะเปิดร้านกาแฟให้คนเป็นเบาหวานกันเลยรึไง ฮ่าๆ ซึ่งผมมีร้านที่ไปอยู่บ่อยๆด้วยกันประมาณ 2-3 ร้าน

 

 

 

 

ที่แรกเป็นร้านกาแฟข้างตึกคณะ เหตุผลไม่มีอะไรมาก คืออยู่ใกล้และช่วงที่มีเรียนไม่รู้จะไปไหน เวลาพักระหว่างคาบก็จะแวะมาที่ร้านนี้

 

 

 

 

ร้านถัดมาจะเรียกว่าร้านก็คงเรียกได้ไม่เต็มปาก เพราะเป็นรถกระบะที่ติดหลังคาตรงกระบะท้ายแล้วตกแต่งให้เป็นสถานที่ชงกาแฟ คือต้องซื้อกลับบ้านเท่านั้น ครั้งแรกที่แวะเข้าไปเพราะเห็นเขาตกแต่งรถสวยดี แล้วเจ้าของร้านจะแต่งตัวจ๊าบๆหน่อย แถมถ้าว่างๆยังนั่งดีดอุคุเลเล่อีก พอไปบ่อยๆได้คุยกับเจ้าของร้าน ก็พบว่าพี่แกเป็นคนอัธยาศัยดีแล้วยังคุยเฮฮาอีกด้วย ร้านนี้จึงกลายเป็นร้านประจำอีกแห่ง เมนูแทบไม่ต้องดู แค่สั่งว่า “เหมือนเดิม” ก็ได้กาแฟตามที่ต้องการอย่างรวดเร็ว แถมที่ร้านยังมีเมนูเก๋ๆอย่าง “กาแฟต้มยำ” ตอนแรกคิดว่าพี่เขาจะใส่พริกและบีบมะนาวรึป่าว แล้วมันจะกินได้มั๊ย แต่จริงๆแล้วมันคือกาแฟผสมชาเย็น เพราะสีมันออกส้มๆเหมือนต้มยำ จึงเป็นที่มาของชื่อด้วยเหตุนี้

 

 

 

 

อีกร้านเป็นร้านเล็กๆใกล้หอพัก หลังจากไปซื้อกาแฟที่ร้านนั้นเกิน 5 ครั้ง เจ้าของร้านก็เริ่มทักทายและคุยด้วย ส่วนใหญ่ไม่มีอะไรมาก ก็ถามเรื่องทั่วๆไปและทักทายกันปกติ ช่วงหลังที่ไปบ่อย เวลาผมไปสั่งกาแฟ พี่เจ้าของร้านกับแฟนของเค้าก็จะแอบทายกันเล่นๆว่า วันนี้ผมจะสั่งอะไร ใครทายผิดจะโดนหยิก1ทีด้วยล่ะ พี่ๆเค้าก็น่ารักกันดีนะ ฮ่าๆ

 

 

 

 

จากตัวอย่างที่พูดมาทั้งหมด ผมมักจะเลือกร้านที่ตอบโจทย์เรื่องความสะดวกกับผมเป็นส่วนใหญ่ คือเลือกที่อยู่ใกล้ และอีกอย่างที่เป็นเหตุผลสำคัญคือเรื่องราคา แต่ละร้านล้วนไม่แพงมากเกินไปและคุณภาพก็โอเค  ช่วยประหยัดเงินในกระเป๋าหน่อย เรียกได้ว่าเน้นผลประโยชน์ทางด้านเศรษฐกิจจริงๆ

 

 

 

 

แต่ก็มีร้านกาแฟอยู่ร้านนึงนะ ที่นอกจากจะอยู่ไกลแล้ว ราคายังแพงกว่าร้านที่ผมพูดถึงมาทั้งหมดด้วย แต่เรื่องนั้นผมไม่ได้ใส่ใจเท่าไรหรอก ถึงจะแวะไม่บ่อยเท่าร้านอื่นแต่ผมก็มักจะแวะไปที่ร้านนี้อยู่บ้าง

 

 

 

 

ส่วนเหตุผลนั้น

 

ถึงมันอาจจะไม่ใช่ร้านประจำสำหรับผม แต่มันเป็นร้านประจำของคนคนหนึ่ง

 

 

 

 

ซึ่งผมก็แค่อยากไปเจอเธอคนนั้นที่แวะมาร้านนี้บ่อยๆ

 

ก็เท่านั้นเอง

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ปล. เพิ่งทำเพจอันใหม่ในFacebookฮะ จะเน้นลงงานวาดรูป กับพูดคุยเรื่องหนังที่ได้ดูในแต่ละสัปดาห์ แวะเข้าไปคุยกันได้ครับ  http://www.facebook.com/NaYxaTim

 

 

ขอบคุณที่แวะมาครับ

อะติม

      

 

   

 

เริงร่าท้าลมร้อน

posted on 24 Mar 2013 12:04 by samoodpokon in Cartoon directory Cartoon, Lifestyle, Diary
 
ร้อนๆแบบนี้จะทำอะไรดี 

หากคิดอะไรไม่ออก ลองคลายร้อนด้วยน้ำเย็นๆน่าจะเข้าที
 
ถ้ามีสระว่ายน้ำอยู่ใกล้บ้าน ก็ออกไปโดดน้ำกันให้เย็นฉ่ำ 
 
 
 
 
หรือจะไปนั่งตากแอร์ในโรงภาพยนตร์ก็ดีไม่น้อย
 
บางทีการออกไปนอกบ้านก็มีแต่เรื่องเสียตัง
 
ว่าแล้วก็กลับมานั่งซัดเกมอยู่บ้านดีกว่า
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
แต่นั่งเล่นเกมมากไปเดี๋ยวจะปวดตา
 
ไปออกกำลังกายให้ร่างกายสดชื่น 
 
ตอนเย็นๆ แดดร่มๆ ปั่นจักรยานชมวิว
 
 
 
 
 
 
 
ถ้าพลังยังมีเหลือก็ชวนเพื่อนๆมาเล่นกีฬาร่วมกัน
 
 
 
 
 
 
ออกกำลังกายจนเหนื่อยล้า
 
ก็คงต้องหาอะไรกินให้อิ่มหนำ 
 
 
 
 
 
 
พอเริ่มมืดค่ำ
 
ก็ไปหาเครื่องดื่มเย็นๆ ดื่มให้สดชื่นเสียหน่อย ฮ่าๆ
 
 
 
 
 
-----------------------------------------------------------------------------
 
หลังจากห่างหายไปนาน จะพยายามกลับมาเขียนBlogอีกครั้ง อิอิ
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
ขอบคุณที่แวะมาครับ
 
อะติม
 
 
 
 
 
 

สวัสดี

posted on 01 Jan 2013 10:45 by samoodpokon in Diary directory Cartoon, Diary

 

 

 

ค่ำคืนนั้น

ฉันนั่งจ้องมองไปบนท้องฟ้าตลอดคืน

 

 

รอคอย

 

 

ปล่อยเวลาให้ผ่านไปอย่างช้าๆพร้อมกับความเงียบ

 

 

ขณะที่พลุสีสันตระการตากำลังเบ่งบานกลางท้องฟ้าอีกด้าน

 

 

 

ในช่วงที่ใช้เวลาอยู่กับตัวเองแบบนี้

 

 

อาจจะดีถ้าฉันไปนั่งคุยกับใครสักคน

ผ่านโลกออนไลน์

หรืออกไปเดินท่ามกลางฝูงชนที่กำลังฉลองเทศกาล

 

 

 

 

นี่อาจเป็นคืนที่เงียบเหงาที่สุดของฉัน

จนไม่อยากที่จะทำอะไร

นอกเสียจากรอ

 

 

 

รอเธอคนนั้น

ที่จะมาหาฉันตรงนี้

 

 

 

ฉันไม่เคยเจอเธอมาก่อน

แต่ก็ดีใจที่จะได้พบกับใครสักคน

หลังจากที่ฉันต้องอยู่ที่นี่มานาน

 

 

 

 

หน้าตาเธอจะเป็นแบบไหน

นิสัยของเธอจะเป็นอย่างไร

หวังว่าเราคงมีโอกาสได้คุยกัน

 

 

 

ในที่สุดฉันก็เห็นเธอเดินมา

หน้าตาแจ่มใสท่ามกลางแสงไฟที่กระจายอยู่เต็มฟ้า

เราต่างยิ้มให้กัน แล้วไม่ได้พูดอะไรมากไปกว่าคำว่า “สวัสดี”

 

 

 

แต่ฉันกลับมีเวลาไม่มากอย่างที่คิด

ถึงคราวที่ฉันจะต้องไป

แทบจะไม่ทันได้ล่ำลา

 

 

 

เราเพียงได้มองตากันครั้งสุดท้าย

 

 

 

 

ก่อนที่ฉันจะต้องหายไปจากที่นี่

ที่แห่งใหม่สำหรับเธอ

แต่เป็นอดีตสำหรับฉัน

 

 

 

 

หลังจากคืนที่เงียบเหงาที่สุดวันนั้น

 

 

ฉันก็ไม่ได้พบเธออีก

 

 

แต่รอยยิ้มอันสดใสของเธอ  

กับดวงดาวและแสงไฟสีสวย

 

 

 

ฉันจะจดจำค่ำคืนนั้น

 

ตลอดไป

 

 

 

 

 

สวัสดีปีใหม่ 

2013

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ขอบคุณที่แวะมาครับ

 

อะติม

 

ปั่นไปหาเขา

posted on 09 Dec 2012 13:50 by samoodpokon in Diary directory Travel, Diary

 

 

 

 

 

 

อุปสรรคคือความท้าทายอย่างหนึ่ง เห็นผู้กล้าหลายท่านได้ให้นิยามของมันไว้เช่นนั้น สาเหตุน่าจะมาจากที่คนเรามักมีแรงบันดาลใจต้องการพิชิตอะไรบางอย่าง เหมือนดั่งยอดเขาเอเวอเรสต์ภูเขาที่ได้ชื่อว่าสูงสุดในโลก ที่ผู้คนมากมายต่างพยายามจะพิชิตและอยากขึ้นไปยืนอยู่บนยอดขุนเขาแห่งนี้ ไม่ว่าจะมีอันตรายขนาดไหนก็ยังมีผู้คนเดินทางไปอย่างไม่ขาดสาย  

 

 

 

 

ผมก็มีแรงบันดาลที่อยากจะพิชิตอะไรบางอย่างเช่นกัน แต่ก็คงยังไม่ถึงขั้นไปเอเวอเรสต์

 

 

 

 

 

เนื่องจากช่วงนี้หันมาปั่นจักรยานแบบจริงจัง ไปไหนมาไหนก็บ่อย ระยะทางไกลร่วมร้อยกิโลเมตรในวันเดียวยังเคยปั่นมาแล้ว แต่ยังไม่เคยลองการปั่นขึ้นเขาเลยสักครั้ง และนั่นจึงเป็นอีกหนึ่งความท้าทายที่ผู้รักการปั่นจักรยานอย่างผมอยากลองดูบ้าง  

 

 

  

 

 

ในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน ก็นับว่าเป็นโอกาสอันดีที่ศิษย์พี่นักปั่นแห่งสำนัก a day ได้มาเยือนเชียงใหม่ ผมจึงได้รับการชักชวนสู่ภารกิจพิชิตยอดเขา ซึ่งเป้าหมายของเราก็คือดอยสุเทพ และแม้ว่าบรรยากาศในช่วงเช้าจะดูมืดครึ้มเหมือนฝนจะตกใส่ แต่หลังจากการคาดคะเนดูว่าฝนคงยังไม่เทลงมาในช่วงนี้แน่ ผมและศิษย์พี่จึงตัดสินใจออกแรงปั่นจักรยานไปกันทันที

 

 

 

 

 

ระยะทาง 14 ก.ม. กับค่าความชันที่ไม่อาจทราบ แต่ยังพอมีประสบการณ์บ้างตอนเดินขึ้นดอยแห่งนี้ในงานประเพณีรับน้องของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จึงพอรู้สภาพเส้นทางและความเหนื่อยในการเดินทาง แต่ผ่านไป 2-3 ก.ม. ก็เหนื่อยจะแย่แล้ว แถมยังมีฝนตกลงมาจนทำให้เราต้องหลบฝนเข้าศาลาข้างทาง

 

 

 

 

 

 

พอเข้าหลบฝนและหย่อนก้นลงนั่ง เราทั้งสองต่างก็ไม่ได้คุยอะไรกันประมาณ 5 นาที ด้วยสาเหตุที่ว่า เหนื่อยจนพูดไม่ออก และนั่นก็ทำให้ผมแอบนึกในใจว่า เราจะไปต่อไหวมั๊ยเพราะสภาพอากาศก็ดูจะไม่ค่อยเป็นใจเท่าไรนัก

 

 

 

 

 

ในฐานะผู้นำทาง การที่จะเอ่ยออกไปว่า “เรากลับกันดีมั๊ยครับ” ก็แลดูจะไม่เหมาะเท่าไรนัก แต่หากผู้ร่วมทางกล่าวว่าอยากจะกลับ อันนั้นผมคงไม่ขัดข้อง อย่างไรก็ตามเมื่อประเมินสถานการณ์แล้วว่าไปต่อได้ เราจึงตัดสินใจออกเดินทางอีกครั้ง

 

 

 

 

 

 

 

 มาได้ครึ่งทางก็อยากหาอะไรมาเติมพลังงานสักหน่อย แต่ด้วยทุกครั้งที่เคยมานั้นจะเป็นช่วงเทศกาล จึงทำให้มีรถขายน้ำจอดเป็นระยะ แต่ว่าเรามาในวันธรรมดาแบบนี้ จะหาของกินระหว่างทางก็ดูท่าจะลำบาก พอจอดแวะถามทางกับผู้รู้ เขาได้บอกว่าอีกแค่ 1 ก.ม. จะถึงจุดชมวิว และที่นั่นก็มีของกินขายอยู่ ทีนี้ก็แทบจะปั่นกันสุดชีวิตเพื่อให้ถึงจุดชมวิวให้ได้อย่างรวดเร็ว

 

 

แวะพัก(นานๆ)สักนิด กับจิบน้ำหวานอีกสักน้อยก็ช่วยผ่อนคลายความเหนื่อยล้าไปบ้าง และนับว่าโชคดีเป็นอย่างยิ่งที่แดดเริ่มมาแล้วหลังจากที่ช่วงแรกๆฝนตกลงมาค่อนข้างเยอะ คราวนี้พอมีแรงที่จะไปต่อได้เราจึงเริ่มออกปั่นอีกครั้ง โดยปั่นไปพักไป หยุดถ่ายรูปบ้าง และแล้วเราก็เดินทางมาถึงบริเวณพระธาตุดอยสุเทพจนได้ หลังจากแวะพักและหาที่จอดรถ เราก็เข้าไปสักการะพระธาตุ และยืนชมวิวเมืองเชียงใหม่ในมุมสูง

 

 

 

 

 

สำหรับภารกิจนี้เรียกได้ว่า มีเพื่อนร่วมทางที่ดีมีชัยไปกว่าครึ่ง ถ้ามาคนเดียวอาจจะกลับไปก่อนแล้วก็ได้ แต่การที่มีคนมาด้วยทำให้เรารู้สึกว่า อย่างน้อยเขาปั่นไหว เราก็ไปต่อไหว ระหว่างทางก็มีการแซงกันไปมา อันนี้ก็เลยรู้สึกว่า เขาแซงเราได้ก็แสดงว่าไม่เหนื่อยล่ะ   

 

 

 

 

 

ตอนปั่นขาลงนี่สนุกมากๆ ความรู้สึกเหมือนกับนั่งรถไฟเหาะ ใจนี่เต้นตุบๆเลยทีเดียว ในที่สุดเราก็บรรลุภารกิจสำเร็จลงจนได้ ฮ่าๆ

 

 

 

 

 

สุดท้ายนี้ขอจบด้วยประโยคที่ว่า

“ดังนั้นถ้าใครกำลังจะขึ้นเขาลูกที่ใหญ่กว่ากำลังใจของตัวเอง ควรขึ้นกับเพื่อน จะได้กำลังใจมาเติม” @Zcongklod Bangyikhan

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ขอบคุณที่แวะมาครับ

อะติม

 

 

การ์ตูน : โลกใบเดียวกัน

posted on 02 Nov 2012 15:37 by samoodpokon in Cartoon directory Fiction, Cartoon
 
 
 
 
 
 
ไม่ได้เขียนการ์ตูนมานาน เลยจับเอาเอนทรี่เก่า มาดัดแปลงเป็นการ์ตูน
 
เวอร์ชั่นบทความ เข้าไปอ่านได้ที่นี่ >> http://samoodpokon.exteen.com/20120208/entry
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 


 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
ขอบคุณที่แวะมาครับ
 
 
อะติม

 

 

คลิปแบบมีบทบรรยายไทย คลิกที่นี่ >> http://www.youtube.com/watch?v=CZCdYpuN8XM

 

 

 

 

 

 

วันนี้มีภาพยนตร์สั้นมานำเสนอครับ ชื่อเรื่องว่า Children Full of Life (ขอเล่าคร่าวๆแบบไม่สปอย์มาก)

 

 

 

 

หนังเรื่องนี้ได้เล่าเรื่องราวอันน่าประทับใจของครู Toshiro Kanamori ครูประจำชั้น ป.4 และนักเรียนของเขา ในโรงเรียนเทศบาล Kanazawa ซึ่งอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของโตเกียว

 

 

 

 

 

“เรามาที่นี่เพื่อมีความสุข” นี่คือประโยคแรกที่คุณครูพูดกับนักเรียนในวันเปิดเทอม และมันก็คือหลักการที่เขายึดถือสำหรับสอนเด็กๆ ด้วยความคิดที่ว่า คนเราเกิดมาก็มีเพียงชีวิตเดียว เรามาใช้ชีวิตให้มีความสุขกันดีกว่า เพราะเป้าหมายในการเรียนการสอนของคุณครูท่านนี้คือ การให้เด็กๆได้เรียนรู้ว่า “เราจะมีชีวิตอยู่ร่วมกันคนอื่นอย่างไรบนโลกใบนี้ด้วยรอยยิ้ม”  

 

 

 

 

 

สิ่งที่คุณครู Kanamori จะให้เด็กๆทำเป็นการบ้านก็คือ การเขียนบันทึกประจำวัน และในทุกๆวันจะต้องมีนักเรียนออกมาเล่าเรื่องราวในบันทึกของตนให้เพื่อนฟัง ซึ่งในภาพยนตร์เราก็จะได้เห็นว่าเด็กๆถ่ายทอดเรื่องราวและความคิดออกมาได้อย่างน่าประทับใจมากๆ

 

 

 

 

 

ขอยกตัวอย่างจากเหตุการณ์นี้หนึ่งตัวอย่าง เป็นเรื่องของเด็กชายเรนที่ต้องขาดเรียนไป 4 วันเนื่องจากคุณย่าของเขาเสียชีวิต เมื่อเขามาโรงเรียน เรนได้มาอ่านบันทึกของเขาให้เพื่อนๆฟัง เด็กชายพูดถึงเหตุการณ์ในวันที่คุณย่าของเขาจากไป บรรยากาศของงานศพ และความรู้สึกของเขา

 

 

 

 

 

หลังจากนั้นคุณครูจึงถามนักเรียนคนอื่นๆในห้องว่า มีใครทีต้องสูญเสียคนในครอบครัวเหมือนเด็กชายเรนบ้าง ให้ยกมือแล้วก็ยืนขึ้น พอคุณครูพูดจบ นักเรียนกว่าครึ่งห้องลุกยืนขึ้น แล้วแต่ละคนก็ได้พูดความในใจและเล่าเรื่องราวของตนเองออกมา แต่ละคนต่างก็เล่าทั้งน้ำตาเพราะคิดถึงคนในครอบครัวของตน(ฉากช่วงนี้ซึ้งมากๆ) และด้วยเหตุการณ์นี้เอง จึงทำให้เด็กผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งเก็บความลับของตนไว้ตั้งแต่ 3 ขวบ กล้าที่จะเล่าเรื่องราวของตนให้กับเพื่อนๆ และหลังจากเหตุการณ์นี้มันจะทำให้ชีวิตของเธอเปลี่ยนไป (เรื่องราวจะเป็นอย่างไรต้องดู)         

 

 

 

 

 

พอจบฉากนี้ มันทำให้ผมได้เข้าใจเลยว่า สิ่งที่คุณครูสอนเด็กว่า “เรามาที่นี่เพื่อมีความสุข” ความหมายที่แท้จริงของมันคืออะไร

 

 

 

 

 

ความสุขในที่นี่อาจไม่ใช่แค่การเรียนที่สนุกสนาน บรรยากาศดีเพียงอย่างเดียว ความสุขคือการที่เราจะได้อยู่ร่วมกันและมีความสุขร่วมกับคนอื่นๆ เป้าหมายที่คุณครูต้องการให้นักเรียนบอกเล่าเรื่องราวผ่านบันทึกก็คือ เพื่อให้ทุกคนในห้องได้เรียนรู้ และเข้าใจความรู้สึกของคนอื่นว่า เขาต้องเจอกับปัญหาอะไรบ้าง และสิ่งที่เกิดขึ้นกับเขาทำให้รู้สึกอย่างไร การได้นำปัญหาหรือความคิดของแต่ละคนมาแชร์กัน มันทำให้แต่ละคนได้”ฟัง” และเมื่อได้”ฟัง”ก็ย่อมเข้าใจกันมากขึ้น และเมื่อเข้าใจกัน ทุกคนที่จะเกิดความรักความผูกพันและอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข   

 

 

 

 

 

 

ความสูญเสียของเด็กชายเรน เมื่อเขานำมาบอกเล่าให้ทุกคนฟัง ทำให้เขาได้พบว่า ไม่ได้มีเขาคนเดียวที่เสียใจ เพราะยังมีเพื่อนๆอีกหลายคนประสบชะตากรรมแบบเดียวกับเขา บางคนเจอเรื่องที่ร้ายแรงกว่าด้วยซ้ำ และเมื่อเด็กๆได้เรียนรู้ถึงความสูญเสียของกันและกัน เขาก็จะรู้จักความเห็นอกเห็นใจกัน

 

 

 

 

 

 

ขอเล่าเพียงเท่านี้ เพราะยังมีอีกหลายเรื่องราวน่าประทับใจที่อยากให้เข้าไปชม ภาพยนตร์ความยาวแค่ 40 นาทีเท่านั้น

 

 

 

 

 

 

นี่อาจเป็นเพียงเรื่องราวความสัมพันธ์ระหว่างคุณครูกับเด็กๆกลุ่มหนึ่งเท่านั้น แต่สิ่งที่สำคัญจากสารคดีชุดนี้ จะทำให้ผู้ใหญ่อย่างเราต้องกลับมาคิดทบทวนว่า ที่ผ่านมาเราหลงลืมเรื่องราวบางเรื่องไปได้อย่างไร

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ปล. ขอบอกว่าคุณครูท่านนี้สุดยอดมากจริงๆ  

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ขอบคุณที่แวะมาครับ

 

อะติม

 

Interview04 : Nokhookdesign

posted on 03 Oct 2012 13:59 by samoodpokon in Interview directory Lifestyle, Knowledge, Idea

 

 

 

ไม่ได้อัพคอลัมน์ Interview ซะนาน วันนี้เลยขออัพซะหน่อยฮะ

 

เอนทรี่นี้เป็นการพูดคุยกับ พี่แก๊งค์ - อนุกูล เหมาลา นัดออกแบบกราฟิกผู้ใช้นามว่า "นกฮูกดีไซน์"

ซึ่งมีBlogใน exteen เหมือนกัน คือ http://nokhook69.exteen.com บางคนอาจจะเคยเห็นผลงานของเขามากันบ้างแล้ว เอาล่ะ เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ไปติดตามกันได้เลยฮะ 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

แก๊งค์ – อนุกูล เหมาลา หนุ่มชาวเชียงใหม่ ร่ำเรียนมาทางด้านสถาปัตยกรรม ตั้งแต่ระดับชั้น ปวช แล้วมาเรียนต่อในระดับปริญญาตรีที่สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าฯ เจ้าคุณทหารลาดกระบัง คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม สาขาครุศาสตร์สถาปัตยกรรม แม้จะเรียนทางด้านสถาปัตยกรรมมาโดยตลอด แต่อาชีพที่ยึดเป็นงานหลักกลับเป็นด้านกราฟิกดีไซน์

 

 

 

 

 

นอกจากงานด้านกราฟิกดีไซน์แล้ว อนุกูล เหมาลา ยังชื่นชอบงานเขียนอีกด้วย ในช่วงที่กำลังศึกษาเขาเคยทำหนังสือทำมือ 2 เล่ม คือ “โปรเจคดีไซน์” และ “ยินดีต้อนรับสู่หน้ากระดาษที่เหลืออยู่” จนได้รับรางวัลดีเด่น MBK INDY BOOK AWARD มาแล้ว ปัจจุบันเขามีผลงานรวมเรื่องสั้นอีกหลายเรื่อง เช่น “เหตุการณ์กระดาษ”,“MAD เรื่องสั้นกลายพันธุ์” และเล่มล่าสุด “ฟอสซิลจัง”

 

 

 

 

 

เขามีร้านเล็กๆเป็นของตัวเอง ชื่อร้านนกฮูกดีไซน์ ตั้งอยู่ในพื้นที่อันเงียบสงบกลางเมืองเชียงใหม่ ภายในเต็มไปด้วยสินค้าทำมือที่ได้รับการออกแบบด้วยความคิดสร้างสรรค์ เสื้อลายต่างๆ โปสการ์ด กระเป๋าสุดเก๋ ดูแล้วเย้ายวนใจ ชวนให้ซื้อไปครอบครอง และตอนนี้เขายังมีแกลเลอรีเล็กๆชื่อว่า NHD Art Gallery โดยตั้งใจทำขึ้นมาเพื่อให้เพื่อนๆนำผลงานมาจัดแสดงกัน

 

 

 

 

 

ด้วยความสนใจที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นงานด้านกราฟิกดีไซน์ สร้างสรรค์ผลงานภาพประกอบ งานเขียน และทำงานศิลปะ ถึงแม้จะไม่ได้ทำงานตรงกับด้านที่เรียนมา แต่เขาก็ทำในสิ่งที่ตนเองชอบอย่างมีความสุขและตั้งใจ วันนี้เราจะมานั่งคุยกับเขา กับเรื่องราวชีวิต ความคิด ความฝัน และการเดินทางของนกฮุกดีไซน์กันครับ

 

 

 

 

 

 


จากการเรียนคณะสถาปัตยกรรม ตอนแรกตั้งใจที่จะทำงานด้านนี้หรือเปล่า 

ตอนแรกไม่ได้ตั้งใจ เหมือนเรียนมาตั้งแต่เริ่มแรก ก็ตั้งแต่ ปวช. ปวส. เมื่อก่อนคิดว่าถ้าเรียนด้านอาร์ตโดยตรงมันจะหางานยาก เลยมาเรียนสถาปัตยฯ แต่ก็ไม่ได้ชอบสถาปัตยฯมาก ก็เรียนได้ พอจบมารู้ว่าตัวเองไม่ชอบ เลยเบนมาทำด้านสิ่งพิมพ์ เงินจะน้อยหน่อย แต่โอเคเลือกแล้ว ไปเป็นเลย์เอาต์ให้กับนิตยสาร แต่ไม่ใช่นิตยสารเกี่ยวกับอาร์ต เป็นนิตยสารคอมพิวเตอร์ ทำที่นั่นได้6เดือน เลยออกมาอยู่เชียงใหม่

 

 

 

 

 

กลับมาเชียงใหม่แล้วทำอะไร

ก็ทำงานประจำ สิ่งพิมพ์ทั่วไป ทำโรงพิมพ์บ้าง ก็ย้ายมาอยู่นิตยสารCOMPASS ทำหนังสือท่องเที่ยว 5 ปี ทำตรงนั้นมันมีเวทีให้เรา เช่น ออกแบบภาพประกอบ ก็ทำมั่วๆไป ส่งประกวดบ้าง ตอนนั้นไม่ค่อยมีประกวดกราฟิกเท่าไร จะมีภาพประกอบ นิทาน เราส่งก็ไม่ได้รางวัลหรอกนะ สมัยนั้นเหมือนคอมพิวเตอร์ยังไม่ได้อยู่ในหมวดของอาร์ท คณะที่เปิดสอนก็เพิ่งมามีทีหลัง

 

 

 

 

 

มาเป็นนกฮุกดีไซน์ได้อย่างไร 

ถ้าเอาเป็นร้านเลยก็นับย้อนหลังไป 4 ปี แต่ถ้าทำในนามของนกฮูกดีไซน์จริงๆก็คือประมาณ 6 ปี เพราะทำตั้งแต่ตอนอยู่นิตยสาร ก็ใส่เป็นนามปากกา ไม่ได้คิดว่ามันจะต้องเป็นร้าน หรือเป็นโปรดักส์ เหมือนลองทำเล่นๆดู ช่วงที่ลาออกก็เอาเสื้อยืดไปขายที่ถนนคนเดิน ช่วงปีพืชสวนโลกครั้งแรก พอขายได้ก็เริ่มทำเพิ่มขึ้น คราวนี้ทำไปก็เริ่มมีปัญหา เขาบอกว่าสินค้าที่เป็นเสื้อยืดหรืองานคอมพิวเตอร์มันไม่ใช่วัฒนธรรมล้านนา เราก็เลยเริ่มศึกษาเรื่องเกี่ยวกับวัฒนธรรมบ้านเรา เริ่มอ่านหนังสือ เริ่มดูประวัติศาสตร์ อยากยึดว่าถ้าเราอยากเอาความทันสมัยกับ Old Culture มารวมกันเป็นงานสไตล์เรา มันจะมีช่องทางมั๊ย เริ่มทำกับลายเสื้อก่อน ก็ค่อยๆพัฒนาไป ครั้งแรกก็ขายยากหน่อย ค่อยๆทำมาก็โอเค ประจวบกับช่วงนั้นทำe-Book แจกฟรีชื่อ “โฮะ”กับเพื่อนสองสามคน ทำให้มีคนรู้จัก แต่เราก็ไม่ได้รู้เรื่องล้านนาลึก เราก็ทำแบบที่มันน่าจะเป็นตัวเราที่สุด ก็เลยยึดแนวนี้ไว้ แต่ก็ไม่ได้จำกัดตัวเองว่าจะต้องทำแค่แนวนี้ หลังๆก็ออกแบบฟอนต์ ออกแบบปกหนังสือ ที่เป็นงานตามโจทย์ลูกค้า งานกราฟิกตามโจทย์ลูกค้าก็ทำ ก็แยกเป็นสอง งานลูกค้าก็ทำตามโจทย์ มีอะไรก็ทำ งานส่วนตัวก็จะมาจากเราตั้งโจทย์เอง  

 

 

 

 

 

แล้วในสมัยนั้นผลงานคนอื่นๆเป็นอย่างไร 

ก็มีแบบเป็นออริจินอล และถ้าโมเดิร์นไปเลยก็จะเป็นฝั่งตะวันตกไปเลย แต่จะไม่มีคนที่เอาสองอันนี้มาบวกกัน เราเลยเห็นว่ามีช่องว่างอยู่ก็เลยอยากทำ เราเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมที่มันเชื่อมกัน ยุคที่เปลี่ยนจากอนาล็อกเป็นดิจิตอล เราไม่อยากให้มันกระโดดเกินไป เราอยากให้มันเชื่อมต่อกันเนียนๆกลมกลืน ในอนาคตเราอาจจะเดาไม่ได้ละ แต่ว่าอย่างน้อยในปีที่เราทำมันก็ยังเกิดการเอากราฟิกกับความเป็น Cultureเดิมๆมารวมกันได้ แล้วปีต่อไปมันจะก้าวกระโดดไปเราก็เดาไม่ได้ แต่เราไม่อยากให้มันหายไป เราไปอ่านประวัติศาสตร์เรารู้ว่าถ้าเราจะเกิด เราจะป๊อบหรือว่าดังได้ เราต้องทิ้งของเก่าต้องรื้อสร้าง ซึ่งประวัติศาสตร์ศิลป์จะเป็นแบบนี้ พอหมดยุคนี้ ยุคนี้เสื่อมก็จะมียุคใหม่ เป็นโมเดิร์นอาร์ท เป็นโพสโมเดิร์น เราคิดว่าเราเป็นตัวกลางๆเชื่อมระหว่างสองยุคนี้ เราไม่รู้ว่าอนาคตเขาจะทำอะไร แต่ว่าเราอยากอยู่ตรงกลาง ให้ของเก่ายังอยู่แต่อยู่ในรูปลักษณ์ที่มันร่วมสมัย

 

 

 

 

 

เห็นว่าเขียนหนังสือด้วย 

ไอเดียแรกคืออยากทำหนังสือเป็นของตัวเอง ชอบเขียนหนังสือ บวกกับตอนที่ตั้งแต่เรียน เราทำหนังสือส่งอาจารย์ แทนที่จะทำสถาปัตย์ส่งเราทำหนังสือเป็นเล่ม เรามีเรื่องสั้นอยู่ เราอยากทำแต่นานๆจะออกเป็นเล่มจริง รวมเล่มแรกก็ส่งประกวดพวกหนังสือทำมือ เมื่อก่อนเทคโนโลยียังไม่ดีขนาดนั้น ผมก็ไปซีรอกส์เอา เดินขายเองในมหาลัย พอส่งประกวดก็ได้รางวัลดีเด่น ตอนนั้นมันมีพวก Indy Book ส่งก็ได้รางวัลมา อีกสองปีถัดมาก็ส่ง ก็ได้รางวัลอีก ก็เอาเล่มล่าสุดมาทำเล่มเป็น เหตุการณ์กระดาษ ก็ออกแบบเอง ทำปกเอง แต่ไม่ได้ขายเอง ตอนนั้นก็ให้ออฟฟิสทำให้ ตอนนั้นอยู่นิตยสารCompassก็ให้เขาจัดจำหน่ายให้ อีกสี่ปีก็ถึงจะทำอีกเล่มเป็น Mad ทำกับเคหวัตถุ กับอาจารย์ต้น อนุสรณ์ ติปยานนท์ ก็ให้อาจารย์เขียนคำนำให้ ไม่รู้มันขายได้รึเปล่า มันจะงงๆเพราะว่ามันคล้ายสมุดสเก็ตซ์ ผมไม่ได้สร้างโครงเรื่องให้มีหลักการ เหมือนเราฝันแล้วมันเปลี่ยนฉาก บ้างครั้งเรื่องมันเอาไปวาดรูปไม่ได้ มันมีดีเทลที่เยอะกว่าการวาด เราก็ต้องเขียน มันก็คือสื่อหนึ่งที่เราจะสามารถแสดงความคิดของเรา ในรูปแบบของเราได้ ซึ่งมันอาจจะไม่ถูกขนบวรรณกรรมเท่าไร แต่ถ้าอันไหนวาดได้ผมก็จะวาด เพื่อเล่าสิ่งที่ผมอยากจะบอก แต่ไม่ได้คิดเรื่องการตลาด พอไม่ได้คิดเรื่องการตลาดก็เลยฟรีหน่อย แต่อาจจะอยู่ไม่ได้นะ เลยต้องไปทำงานประจำเพื่อเอาเงินตรงนั้นมาทำเป็นโปรเจคเล่นของเรา

 

 

 

 

 

แล้วตอนนี้ยังทำงานประจำอยู่ไหม 

ก็ทำงานประจำ ทำเกี่ยวกับพวกแบรนด์ พวกโฆษณาให้ลูกค้า อันนั้นก็จริงจังนิดนึง ก็จะมีงานส่วนตัวปนได้หน่อยนึง แต่ว่าส่วนใหญ่ก็มาจากลูกค้า

 

 

 

 

 

 

นักออกแบบกราฟิก ในความหมายแล้วมันคืออะไร ต้องทำอะไร 

ของผมไม่ได้เรียนมาตรงๆ บอกไปไม่รู้มันจะถูกรึเปล่านะ ตอนเริ่มทำเราก็ไม่รู้ว่าคืออะไร แต่เราชอบไปหมดเลย เรามีพื้นฐานมีความชอบหลายอย่าง กราฟิกในความหมายผมก็คือนักเล่าเรื่องมากกว่า เล่าเรื่องให้คนโดยมากเข้าใจ ถ้าเป็นสื่อแอนนิเมชั่นก็ต้องเอาฟุตเทจต่างๆมารวมกันแล้วเล่าเรื่อง เป็นคนจัดการหลายๆอย่างให้มันเป็นก้อนเดียว กราฟิกอาจจะไม่ได้ไปทำSourceเอง แต่ว่ารวมรวมของคนอื่นๆ เช่น การทำหนังสือ เราอาจจะไม่ได้เขียนเอง เราอาจจะไม่ได้วาดภาพปกเอง แต่เราเป็นคนเรียงฟอนต์ เราเป็นคนเลือกใช้ฟอนต์นี้ให้เหมาะกับเรื่องที่เขาเขียน มันเป็นเซนส์อย่างหนึ่ง คือคุณต้องอ่านของเขา แล้วคุณต้องจินตนาการว่าเนื้อหาของเขาพูดถึงเรื่องอะไร พูดถึงสีอะไร คือเราต้องเอาออกมา เอาออกมาจากสิ่งที่เรารับมา เอามาทำให้มันเป็นก้อน ทำให้ทุกอย่างมันกลมขึ้น มันจะแยกกันกับพวกทำภาพประกอบ ภาพประกอบมันก็คืออ่านแล้วก็ทำ มังงะก็อีกแบบหนึ่ง มันก็อาร์ทเหมือนกัน แต่มันจะพูดอีกแนวหนึ่ง ภาพประกอบอาจจะไม่ต้องดูปุ๊บแล้วรู้ปั๊บ ลายแพทเทิร์นที่มันอยู่ในโปรดักส์ จะต้องอแดปให้มันป็อบขึ้น ซึ่งสิ่งต่างๆเหล่านี้ไม่รู้ว่ามันเป็นกราฟิกหรือเปล่าแต่เราชอบ ผมคิดว่าในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าเราจะไม่มีอาชีพแบบนี้ละ มันจะมีคำว่าดีไซน์เนอร์ นักออกแบบกราฟิกก็จะหายไป คือเราสามารถดีไซด์ได้เอง

 

 

 

 

 

 

หายไปคือ 

ก็ไม่ได้หายไป คือคำจำกับความว่ากราฟิกจะทำแต่เลขศิลป์ ทำแต่เรียงรูปนี่ไม่ใช่ละ คือเราสามารถคิดคำก็ได้ เราเป็นอาร์ทไดเรคเตอร์ เหมือนเป็นศิลปินน่ะ เราถ่ายทอดและคิดคำพวกนั้นเอง เดี๋ยวนี้ไอโฟนถ่ายภาพแล้วเอามาใช้ในงานเลยก็ได้ ไม่จำเป็นต้องมีกล้องโปร มันอยู่ที่ไอเดียละ ไอเดียใครสดกว่า ไอเดียใครเจ๋งกว่า มันก็จะไม่มีคำว่ากราฟิก จะเป็นคนนี้คือArtist คนนี้คือผู้คิด นำเสนอแบบนี้ ซึ่งคุณอาจจะไม่ต้องเรียนก็ได้ คุณอาจจะเป็นวิศวกรแล้วคิดงานขึ้นมาก็ได้

 

 

 

 

 

เพราะเทคโนโลยีมีส่วนสำคัญที่ทำให้คนผลิตผลงานได้ง่ายขึ้น

เมื่อก่อนอาจจะข้อจำกัดเยอะ จะทำ e-Bookยังยากเลย เดี๋ยวนี้คุณแค่ถ่ายรูป โยนเข้าไปในแอปพลิเคชั่นสักอย่าง โยนปุ๊ป มันเป็น e-Bookให้เลย คือคุณไม่จำเป็นต้องเรียน แต่ว่าท้ายสุดมันก็ต้องมีไอเดีย ไม่งั้นมันจะเป็นแค่เอกสารธรรมดาๆ เราจำเป็นต้องไปจ้างคนทำอีกหรือไม่ คงไม่แล้ว มันง่ายแล้ว อีกหน่อยก็โยนเข้าไอแพดแล้วมันแปลงให้เลย ดีไซน์เนอร์ก็ต้องปรับตัว เราอย่ายึดติดว่าเราเป็นผู้มีสกิลสูงอยู่คนเดียว ในเมื่ออนาคตมันเป็นอย่างนี้แล้ว เพราะฉะนั้นเราต้องเข้าไปสู่ข้างใน กลับเข้าไปใหม่ กลับไปอ่าน ไปเรียนรู้ ไปศึกษาสิ่งที่มันมาจากข้างในเราเป็นพื้นฐานก่อน แล้วมันก็จะออกมาเอง เทคโนโลยีมันก็แค่ทำให้เราง่ายขึ้นเท่านั้นเอง  

 

 

 

 

 

 

มีแนวทางแก้ไขปัญหาในการทำงานอย่างไร 

เวลาเราทำงานเราก็ต้องดูข้อจำกัดด้วย เรื่องเงิน เรื่องการผลิต เราต้องสร้างโจทย์ว่าเมื่อเราไม่มีอะไรเลย เราจะทำจากอะไร สมมุติว่าเราไม่มีโรงงานสกรีนขนาดใหญ่ เราจะทำยังไงให้ได้โปรดักส์ สมมุติว่าเราสกรีนได้แค่สีเดียว เราก็ต้องออกแบบด้วยการใช้สีเดียวให้ได้ ไม่ใช่ทำให้ได้สามสีแต่ไม่มีใครสกรีนให้ อย่าไปฝืนตัวเอง เราก็ต้องคิดว่าเรามีแค่นี้เราจะทำกับวัตถุดิบแค่นี้ยังไง เราจะจัดการยังไงกับต้นทุนตรงนี้ เอาสิ่งที่มีอยู่มาทำให้เกิดประโยชน์สูงสุด ค่อยๆเดินไปตามงบของเรา 

 

 

 

 

 

 

มีอะไรที่อยากจะฝากถึงคนรุ่นใหม่ที่สนใจงานด้านนี้ 

มันต้องอดทน เพราะว่าบางทีมันก็ไม่ได้เงิน ถ้าจะทำงานที่เป็นส่วนตัวนะ ถ้าจะทำงานลูกค้าก็ต้องเป็นลูกค้าจริงๆ ต้องแยกกันเลยนะ ไม่ใช่เอาตัวเราเป็นใหญ่ มันต้องแยกให้ออกว่าอันไหนงานเล่น อันไหนที่ต้องทำตามโจทย์ แล้วก็ต้องอดทนว่า บางทีงานบางชิ้นมันอาจจะไม่ได้เงิน แต่ว่าได้ฝึกประสบการณ์ ส่วนใหญ่เด็กก็อยากได้ทางลัด อยากให้เป็นอย่างนี้เลย แล้วลืมไปว่าตัวเองยังไม่ได้หาตัวเอง ยังไม่ได้ถามตัวเองว่าเราอยากทำจริงๆหรือว่าทำตามเทรนด์ ทำตามกระแส ให้เรามีคนไลค์เยอะๆหรือเปล่า เพราะถ้าเราไปหวังให้คนไลค์เยอะๆมันก็ได้แปปเดียว มันไม่ใช่ตัวเรา วันนี้วาดไปเราอาจไม่มีคนตอบเราเลย ไม่มีคนคอมเมนต์เราเลย เราเขียนเรื่องแล้วไม่มีคนตอบเลย แต่เราต้องอย่าหยุด ผมก็เขียนเรื่องแล้วตอนแรกมีคนคอมเมนต์แค่อันเดียว แต่ว่าเราเขียนบ่อยๆมันก็จะเริ่มมีคนตามหาเรา เค้าก็จะย้อนกลับมาหาอ่านอันหลังๆ เราก็จะย้อนกลับมาดูได้ว่าสี่ปีที่แล้วเราทำอะไร แต่ถ้าคุณไม่ได้ทำอะไรเลย สี่ปีที่แล้วมันจะโบ๋ สี่ปีที่แล้วคุณตามคนอื่นอยู่ คุณไม่ได้สร้างอะไรใหม่ๆให้กับสังคมเลย มันก็จะเป็นช่องว่าง ถ้าคิดอะไรใหม่ๆได้ก็ทำไปก่อนเถอะ แล้วเดี๋ยวมันก็เหมือนจะเป็นก้าวให้เราพัฒนาในอนาคต แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็อย่างที่บอก คือต้องอดทน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ติดตามผลงานของเขาได้ที่ www.nokhookdesign.net

Facebook  http://www.facebook.com/nokhookdesignstudio

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ขอบคุณที่แวะมาครับ

อะติม

 
 

 



 

 

 

 

 

 

 

มีคนเคยบอกว่า เพราะความเหมือนในบางเรื่อง จึงก่อเกิดแรงดึงดูดบางอย่างให้คนที่มีความเหมือนกันในเรื่องนั้นเข้ามาหากัน ส่งผลให้คนสองคนเดินทางมาพบหน้า ราวกับว่าโทรนัดมาตั้งแต่เมื่อเช้า

 

 

 

 

 

 

ในวันที่ผมชอบไปออกกำลังกาย บางวันขี่จักรยาน บางวันออกไปวิ่ง โดยมีสถานที่ประจำคือสนามกีฬาในมหาลัย ผมมักจะเจอคนคุ้นหน้าคุ้นตาอยู่เสมอๆ ทั้งกลุ่มคนที่มาเตะบอล คนที่มาวิ่งประจำ บางคนเล่นแบตมินตัน ขี่จักรยาน หรือพาหมามาเดินเล่น 

 

 

 

 

 

 

 

นี่เรียกว่าจุดเริ่มต้นของความบังเอิญหรือเปล่านะ

 

 

 

 

 

 

ถ้าผมออกไปวิ่งในเวลา 6 โมงเย็นของทุกวัน ก็จะเจอคนที่มาวิ่งเหมือนกันในเวลาเดียวกับผม แน่นอนว่าเราคงไม่เจอทุกคนแบบเดียวกับวันที่ผ่านมาแน่ๆ แต่น่าจะมีสักคนที่ผ่านไปมาแล้วคุ้นหน้า เหมือนเคยเดินสวนกันมาก่อน แต่ถ้าบางวันเราไปเร็วกว่านั้น คนเดิมที่มาในเวลาหกโมงเย็นอาจจะยังไม่มา และเราจะเจอกับใครสักคนที่มาในเวลา 5 โมงเย็นเหมือนกับเราแทน

 

 

 

 

 

 

แต่มันอาจไม่ใช่เรื่องบังเอิญก็ได้ เพราะในเมื่อใครอยากมาวิ่งตอน  6 โมงเย็นเขาก็มา ใครอยากมา 5 โมงเย็นก็มา มันคือความตั้งใจของของคนคนนั้น การที่ใครจะมาในเวลาเดียวกันคงไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะทุกคนล้วนตัดสินใจด้วยตนเอง เวลามีแค่ 24 ชั่วโมง คนก็มีเยอะแยะ จะคิดเหมือนกัน อยากมาเวลาเดียวกัน มันน่าแปลกตรงไหน

 

 

 

 

 

 

 

หากมองแบบวิทยาศาสตร์ คงกล่าวได้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในโลกนี้ย่อมสามารถอธิบายได้ไม่ทางใดก็ทางหนึ่งอย่างมีเหตุมีผล อะไรๆย่อมมีที่มาที่ไปเสมอ และการที่เหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้นมันมักไม่ใช่เรื่องบังเอิญ

 

 

 

 

 

 

 

แล้วการที่เรามาเจอกันตรงนี้ ที่ exteen นี่ล่ะ คิดว่าเป็นเรื่องบังเอิญไหม

 

 

 

 

 

 

 

อาจใช่ หรือ อาจไม่ใช่ ก็แล้วแต่ว่าจะเชื่อแบบไหน

 

 

 

 

 

 

 

คงมีแรงดึงดูดบางอย่างที่ทำให้เรามาเจอกันได้ ดังคำกล่าวที่ว่า “โลกกลมจริงๆนะ” และถ้าบวกสายลมแห่งโชคชะตาเข้าไปอีก ก็ยิ่งเป็นแรงผลักดันให้เรามาเจอกันได้ ในเมื่อเราชอบอ่าน ชอบเขียน คงเป็นปัจจัยหนึ่งที่เลือก exteen แต่เพราะบังเอิญหรือไม่นั้น ก็แล้วแต่วิจารณญาณของผู้ชม ซึ่งว่ากันว่าคนเรามีชีวิตคล้ายดวงดารา การที่จะโคจรมาพบกันก็นับว่ายาก แต่ก็ถือว่าโชคดีมากๆที่มีโอกาสได้มาเจอกัน

 

 

 

 

 

 

 

Exteen ก็เหมือนกับสนามกีฬาที่คนมาออกกำลังกาย เมื่อเจอกันครั้งแรกอาจแค่มองหน้า แต่ครั้งต่อมาอาจเริ่มยิ้ม และต่อไปก็เป็นการทักทาย สุดท้ายก็ได้มาคุยกัน เราอาจไม่ได้รู้จักกันมากไปกว่าหน้าตา เสื้อผ้าที่คุณใส่มา หรือแค่กีฬาที่ชอบ เช่น วิ่ง ตีแบดมินตัน เตะบอล หรือปั่นจักรยาน

 

 

 

 

 

 

 

คงต้องขอบคุณที่ทุกคนยังคงมาวิ่ง ณ ที่แห่งนี้ สิ่งเล็กๆเหล่านี้แหล่ะนับได้ว่าเป็นสีสันที่ทำให้ใครบางคนมีกำลังใจมาออกกำลังกาย และไม่รู้สึกว่าการออกมาวิ่งในแต่ละวันมันไม่น่าเบื่อเกินไปนัก เมื่อทุกคนยังไม่เบื่อที่จะมาออกกำลังกายในที่แห่งนี้ การได้เจอแต่ละคน ผมก็มีกำลังใจวิ่งต่อไป เพราะหากไม่มีพวกคุณ ผมก็คงอาจรู้สึกขี้เกียจ แล้วเอาเวลาในช่วงเย็นไปทำอะไรอย่างอื่นแทน

 

 

 

 

 

 

 

หากความบังเอิญพาให้คนสองคนเดินมาเจอกัน เรื่องราวหลังจากนั้นที่เราได้เจอกันอีกหลายครั้ง หรือการได้เจอใครบางคนเป็นประจำ ก็คงไม่ใช่พลังของความบังเอิญอีกต่อไป เพราะที่เหลือคงเป็นเรื่องของเหตุผลและคนสองคน หรือใครอีกหลายคน  

 

 

 

 

 

 

 

แต่ถึงแม้ว่ามันจะเป็นแค่เรื่องบังเอิญ ก็นับว่าเป็นเรื่องดีที่เรามีโอกาสได้ยิ้มให้กัน  

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

และก่อนจะจากกันไปในวันนี้ แค่อยากจะส่งรอยยิ้มให้สักหนึ่งที  สำหรับทุกคนที่ยังแวะมาทักทายกัน

 EmbarassedEmbarassedEmbarassed

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ขอบคุณที่แวะมาครับ 

อะติม
 
 

กินเกลี้ยง

posted on 05 Sep 2012 10:41 by samoodpokon in article directory Diary

 

 

เมื่อก่อนผมเป็นคนที่กินข้าวไม่เคยจะหมดจานเลยครับ สมัยเด็กๆจะโดนคุณตาดุประจำ คุณตาของผมแกจะสอนอยู่เสมอว่าอย่ากินทิ้งๆขว้างๆ มันน่าเสียดาย ของกินแต่ละอย่างแทนที่คนอื่นเขาจะได้กิน ก็กลายเป็นว่าเราเอามากินแต่ก็กินไม่หมด แล้วก็เหลือทิ้งไปเปล่าๆ

 

 

และในขณะเดียวกันนั้น คุณยายซึ่งเป็นคนทำกับข้าวก็จะคะยั้นคะยอให้ผมกินอีกเยอะๆ เพราะกลัวหลานจะไม่อิ่ม (บางครั้งผมอิ่มแล้วแต่ก็พยายามจะฝืนกิน) ผมว่าในมุมมองของคนทำอาหารเค้าก็คงอยากเห็นคนกินได้เยอะๆอย่างเอร็ดอร่อยล่ะครับ ผมเองก็เข้าใจ แต่บางทีที่คุณยายทำกับข้าวมาเยอะไปหน่อย ไอ้เราจะไม่กินก็แอบรู้สึกเสียดาย กลัวโดนคุณตาดุด้วย แล้วก็ไม่อยากให้คุณยายเสียกำลังใจ สุดท้ายแล้วพอผมเจอศึกหนักสองด้านแบบนี้ ก็จบลงด้วยความอิ่มแปล้จนถึงขั้นต้องล้มตัวลงนอนแผ่พุง

 

 

พอโตมาผมก็มักจะกินข้าวจนหมดจานในทุกๆมื้อ เท่านั้นยังไม่พอ ยังกินเยอะอีกต่างหาก สมัยก่อนก็เลยโดนเพื่อนล้ออยู่บ่อยๆว่า ไอ้จอมตะกละบ้าง ไอ้อ้วนจอมแดกบ้าง แต่เราก็ไม่ได้ซีเรียสอะไรหรอก เพราะเพื่อนมันก็แซวกันเล่นเป็นธรรมดา แต่ว่าบางทีเราก็สงสัยนะว่า ไอ้การกินข้าวจนเกลี้ยงจานมันดูไม่ดียังไง ในเมื่อเราไม่ได้กินมูมมามเลอะเทอะ หรือแสดงกิริยาที่ไม่มีมารยาทบนโต๊ะอาหาร แล้วการกินทิ้งกินขว้างเหลือกับข้าวเต็มจานมันจะดูดีกว่ากันตรงไหน จริงๆแล้วคนตะกละกับคนกินเยอะไม่ได้หมายความว่าจะต้องเป็นคนๆเดียวกันนี่นา ในเมื่อเรากินเยอะก็เพราะมันไม่อิ่มจริงๆ 

 

 

เคยเจอประสบการณ์ที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งมาเกี่ยวกับปัญหาการกินเหลือของลูกค้า เรื่องก็มีอยู่ว่าร้านนี้เค้าจะทำอาหารประเภทสลัด สเต็ก เบอร์เกอร์ สปาเก็ตตี้ ซึ่งสเต็กกับเบอร์เกอร์เค้าจะแถมสลัดมาให้อีกในปริมาณที่เยอะมาก ส่วนสลัดนี่ผักเพียบอยู่แล้ว เขาเขียนไว้ในเมนูเลยว่า 1 จานกินได้สองถึงสามคน(โหดมาก) ถ้าใครไปบ่อยละก็ พี่เค้าก็จะถามว่าจะเอาผักเยอะมั๊ย ถ้าเอาเยอะพี่เค้าก็จะจัดให้แบบเต็มข้อเลยทีเดียว

 

 

ทีนี้ปัญหามันก็อยู่ที่ว่า พี่เจ้าของเจ้าของร้านดันไปเจอลูกค้าประเภทที่ว่า ฉันไม่ชอบกินผักหรอก แต่ก็จะเอาเยอะๆมันคุ้มค่ากับเงินที่เสียไปไงล่ะ ลูกค้ากลุ่มนี้ก็สั่งให้พี่เขาเอาผักมาแบบจัดเต็ม แล้วสุดท้ายก็กินไม่หมด พอพี่เขาเจอเข้าไปแบบนี้ก็หงุดหงิดล่ะครับ (เห็นโพสบ่นในfacebookอยู่บ่อยๆ)

 

 

ผมเองก็เห็นใจเขานะ ที่ร้านใช้ผักแบบมีคุณภาพ เป็นผักไฮโดรโพนิคปลอดสารพิษ ราคาก็ย่อมแพงกว่าผักทั่วไปอยู่แล้ว แล้วร้านก็เป็นธุรกิจเล็กที่เขาทำกันเอง คือทั้งร้านก็จะมีแค่เจ้าของร้านและแฟนของเค้า เป็นทั้งคนเสิร์ฟ ทำอาหาร เช็ดโต๊ะ คิดเงิน คือทำกันเองแค่สองคน แต่ละวันก็จะมีลูกค้าไม่เยอะเท่าไร เห็นพี่แกก็บ่นว่าถ้าสั่งมากินแล้วเหลือทิ้ง มันก็น่าเสียดาย เพราะคนที่มาหลังก็จะไม่ได้กิน เพราะผักมันจะหมดซะก่อน ซึ่งปกติเจ้าของร้านเขาก็จะสั่งผักมาในปริมาณที่พอดีๆกับจำนวนลูกค้าในแต่ละวัน   

 

 

อีกกรณีหนึ่งที่ผมเคยเจอมากับตัวเองแล้วรู้สึกหงุดหงิดมากก็คือ บางคนสั่งอาหารมาแล้วแต่ดันกินแค่ของบางอย่างในเมนูจานนั้น เช่น สั่งข้าวคะน้าหมูกรอบแต่ดันไม่กินผักคะน้า ด้วยเหตุผลที่ว่าไม่ชอบกินผัก ไอ้เราก็นึกในใจ แล้วทำไมไม่สั่งหมูผัดน้ำมันหอยวะ หรือเมนูอะไรก็ได้ที่ไม่มีผัก ไม่เข้าใจจริงๆ มันดูช่างไร้เหตุผลเหลือเกิน เห็นแบบนี้แล้วก็รู้สึกเสียดายนะ พอลองนึกถึงแม่ครัวที่ทำกับข้าวแล้ว เวลามาเจอเหตุการณ์แบบนี้มันก็เสียความรู้สึกเหมือนกัน 

 

 

เวลาพบเห็นการกินทิ้งกินขว้างแบบนี้ ผมเองก็รู้สึกไม่ค่อยดีเท่าไรครับ ทีนี้เพื่อนผมคนหนึ่งก็รับอาสาแก้ปัญหาความไม่สบายใจของผมให้ วันนั้นไปนั่งกินข้าวที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง โต๊ะข้างๆสั่งขาหมูจานใหญ่มา แล้วปรากฏว่าโต๊ะนั้นก็กินขาหมูไม่หมดครับ(เห็นเหลือประมาณครึ่งจาน) พอโต๊ะนั้นลุกปั๊บ พนักงานก็เดินมาเก็บโต๊ะทันที

 

 

จังหวะนั้นเองครับ เพื่อนผมก็ลุกไปสะกิดพนักงานเบาๆว่า “พี่อย่าเพิ่งเก็บขาหมูครับ เดี๋ยวผมกินเอง” แล้วมันก็ชี้มาทางโต๊ะที่เรานั่งกันอยู่  

 

 

โอ้ว!! พวกผมก็ตกตะลึงกันพอสมควร พนักงานทำหน้างง พวกผมเองก็งงครับ แต่พนักงานก็เอาขาหมูจานนั้นมาวางที่โต๊ะโดยไม่ว่าอะไร แล้วไปจัดการเก็บกวาดโต๊ะนั้นต่อ ผมกับเพื่อนที่เหลือก็ช็อคไป 10 วิ ประมาณว่า เข้าใจว่าเสียดายนะ แต่แบบว่ามันน่าเกลียดไปไหม (แบบนี้ก็ไม่แนะนำให้ทำตามนะ ฮ่าๆ)

 

 

ส่วนเพื่อนผมนั้น ก็จัดการฟาดขาหมูจานนั้นอย่างสบายอารมณ์  UndecidedUndecided

 

 

 

 

ที่เล่ามาอย่างยืดยาวก็แค่จะบอกว่า  วันนี้อย่าลืมกินข้าวให้หมดจานนะ  

 

(มาแบบไร้สาระโคตรๆฮะวันนี้ ฮ่าๆ)      

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ขอบคุณที่แวะมาครับ

 

อะติม