ทุกการเดินทางมีคุณค่า แต่ว่าฉันอาจไม่คู่ควร


มีคนเคยบอกว่าการเดินทางก็เหมือนกับการเปิดโลกกว้าง พาเราไปสัมผัสสิ่งใหม่ ได้พบเจอประสบการณ์ประหลาดๆที่ไม่สามารถหาได้จากที่ไหน ซึ่งเรื่องราวเหล่านั้นสามารถแบ่งบันได้เพียงบันทึกความทรงจำ อย่างเช่นรูปภาพและข้อความการบอกเล่า หากอยากเจอ อยากเห็น ก็คงต้องออกไปสัมผัสประสบการณ์เหล่านั้นด้วยตนเองเท่านั้น แต่สำหรับตัวฉันเองแล้วกลับรู้สึกในทางตรงกันข้ามที่ว่า ฉันไม่เคยชื่นชอบการเดินทางเลยแม้แต่น้อย แม้ว่าจะไปเที่ยวแบบสบายๆไม่ลำบากอะไร ฉันก็ยังไม่เคยชอบอยู่ดี

          

เชื่อว่าการเดินทางนั้นมีประโยชน์จริงอย่างที่หลายๆคนเคยว่าไว้ แต่บางทีการเดินทางอาจไม่ได้เหมาะกับคนทุกคนก็เป็นได้ เพราะเรื่องบางเรื่องแม้ว่ามันจะดีและมีประโยชน์แค่ไหน แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าใครทำแล้วจะเวิร์กเหมือนกันหมด

 

 

 

พี่เล็ก Greasy Café ได้เคยให้สัมภาษณ์ไว้ในนิตยสาร a day ว่า “เราเชื่อว่าความรักเป็นเรื่องดี แต่เราไม่เชื่อว่ามันจะเกิดขึ้นกับทุกคน” ส่วนความสัมพันธ์ระหว่างตัวฉันกับการเดินทางก็คงเป็นทำนองเดียวกับเรื่องความรักที่พี่เล็กได้กล่าวเอาไว้

 

 

 

ไม่รู้ว่าเพราะขี้เกียจเกินไป หรือเพราะเป็นคนอ่อนไหวต่อสภาพแวดล้อมรอบข้าง จึงทำให้ฉันไม่อยากออกเดินทางไปไหน ชอบที่จะนอนอยู่บ้านมากกว่า แล้วด้วยเหตุนี้กระเป๋าเป้ของฉันที่มีอยู่หลายใบจึงถูกใช้แค่ใส่หนังสือเวลาไปเรียนเท่านั้น

 

 

 

ภาพยนตร์ออสการ์บนสายการบินกาตาร์แอร์ไลน์

               

เจ้านกเหล็กตัวโตโผบินออกจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิตอนบ่ายโมง มีจุดหมายที่เมืองฮานอย ประเทศเวียดนาม นี่ไม่ใช่ทริปที่ฉันตั้งใจ เสมือนกึ่งๆถูกบังคับเสียด้วยซ้ำ เพราะมันเป็นการเดินทางเพื่อไปศึกษาดูงานที่นักศึกษาป.โทและคณาจารย์อีกหลายท่านจำเป็นต้องไป

 

นอกจากเสื้อผ้าและแปรงสีฟัน สิ่งอื่นที่มากไปกว่านั้นฉันแทบจะนึกอะไรไม่ออก เนื่องจากมีบริษัททัวร์จัดการเรื่องการเดินทางอย่างเช่น ตั๋วเครื่องบิน ที่พัก และ กำหนดการสถานที่ท่องเที่ยวไว้แล้ว นั่นจึงทำให้สบายใจไปหนึ่งอย่าง แถมยังทำให้รู้สึกว่าช่างเหมาะกับคนขี้เกียจแบบฉันเสียจริงๆ 

 

               

สิ่งที่ทำให้ฉันได้รู้สึกตื่นเต้นก่อนที่จะไปถึงจุดหมาย คือบรรยากาศบนเครื่องบินของการ์ตาร์แอร์ไลน์ สิ่งที่เรียกความสนใจของฉันได้อย่างมากมายก็คือ เจ้าจอทีวีซึ่งติดอยู่กับด้านหลังเบาะของคนข้างหน้า ที่ทำให้ฉันสามารถดูหนังฟังเพลงและเล่นเกมได้

 

 

ซึ่งมันก็ไม่ใช่อุปกรณ์แปลกใหม่อะไรแต่ที่สนใจมากๆก็คือ ภาพยนตร์ที่อยู่ในนั้นมีมากมายหลายเรื่องที่ฉันถูกใจจนอยากจะกดLikeรัวๆ มีทั้งหนังที่เข้าชิงรางวัลออสการ์ปี 2012 หนังรุ่นเก่าๆที่อยู่ในระดับยอดเยี่ยมอีกหลายเรื่อง นอกจากนี้ยังมีหนังที่ฉันอยากดูแต่ยังไม่เคยดูอีกเพียบ แค่เพียงไล่กดดูหลายชื่อหนังก็สามารถสร้างความฟินให้ฉันได้มากทีเดียว

 

               

แต่ยังไม่ทันได้ตัดสินใจว่าจะดูเรื่องอะไร สจ๊วตหนุ่มหน้าตาดีก็นำอาหารมาเสิร์ฟ ซึ่งประกอบไปด้วยพายไส้ไก่ น้ำผลไม้ และคุกกี้อีก1ซองเล็ก ก่อนที่จะสะบัดผมหนึ่งทีแล้วเดินไปเสิร์ฟอาหารให้ผู้โดยสารท่านอื่นๆ

 

 

 

ระหว่างกินฉันก็นั่งคิดและกดดูรายชื่อภาพยนตร์ที่อยากดูต่อไปเรื่อยๆ เมื่อตัดสินใจเป็นมั่นเหมาะและกำลังจะกดPlay คุณสจ๊วตคนนั้นกลับมาอีกรอบเพื่อเก็บกล่องใส่อาหารและขยะต่างๆ และนั่นจึงทำให้ฉันเพิ่งสังเกตว่า นี่บินมาเกือบครึ่งทางแล้วยังไม่ได้เริ่มดูหนังเลย (ก็มัวแต่เลือกอยู่นั่นแหล่ะ) เมื่อลองคำนวณเวลากว่าจะถึงเวียดนามก็เหลืออีกประมาณชั่วโมงเดียวเอง จะดูก็คงไม่จบอยู่ดี สุดท้ายฉันก็ได้แต่เสียบหูฟัง เปิดเพลงเบาๆแล้วนั่งหลับไปจนกระทั่งถึงปลายทาง

 

 

 

ฉันมองหาสาวๆไซส์XLไม่เจอ หรือว่าเธอไม่มีตัวตน

               

ฉันไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับเวียดนามมากนัก ครั้นก่อนจะมาก็แทบไม่ได้ศึกษาอะไรเลย ช่วงเวลา3วันที่นั่นอาจไม่ได้ทำให้ฉันเข้าถึงรายละเอียดต่างๆเท่าไร แต่อย่างน้อยก็เปลี่ยนสภาวะไม่รู้จักเธอไม่รู้จักฉัน มาเป็นเข้าใจกันมากขึ้น

 

 

 

เท่าที่มองด้วยตาเปล่าเมืองฮานอยก็ไม่ต่างกับเมืองใหญ่ๆของประเทศอื่น ที่มีตึกสูงเกิดขึ้นมากมาย โครงการขนาดยักษ์จากการลงทุนของต่างชาติ ผู้คนคับคั่ง การจราจรที่ติดขัด เหลือเพียงแค่ยังโตไม่เท่าเมืองอื่นๆเท่านั้นเอง

 

 

ซึ่งในอนาคตก็คงเติบโตสูสีกับเมืองใหญ่ทั่วโลกได้แน่ๆ นอกจากนี้ยังมีบางโครงการที่ยังอยู่ในขั้นดำเนินงาน เช่น รางรถไฟฟ้าและอาคารขนาดใหญ่อีกมากที่ยังสร้างไม่เสร็จ  และเป็นที่น่าเสียดายอย่างหนึ่งของการมาทริปนี้ ก็คือการที่ต้องใช้เวลาอยู่บนรถทัวร์ซะเป็นส่วนใหญ่ จึงทำให้ฉันยังไม่ได้เห็นอะไรอีกมาก

      

 

เท่าที่สังเกตพบ ฉันแทบไม่เห็นชาวเวียดนามในไซส์จัมโบ้เลยสักคน ครั้งแรกที่ชาวคณะทัวร์พูดถึงเรื่องนี้ ฉันยังคิดในใจอยู่เลยว่า จะเป็นไปได้จริงหรือ แต่หลังจากเดินทางไปยังสถานที่แต่ละแห่งและเห็นชีวิตความเป็นอยู่ของชาวเวียดนามก็ทำให้รู้สึกว่ามันใช่จริงๆ

 

 

 

เรื่องแรกก็คืออาหาร อาหารชาวเวียดนามไม่มีเมนูแกงกะทิแบบบ้านเรา ส่วนใหญ่ก็จะเป็นต้ม ลักษณะแบบต้มจืด อาหารประเภทผัด ทอด แบบธรรมดาๆ และหลายๆเมนูก็จะมีผักเป็นส่วนประกอบเยอะทีเดียว นี่อาจจะเป็นปัจจัยที่ทำให้ชาวเวียดนามที่ผมเห็นมีรูปร่างผอมเพรียวก็เป็นได้ แต่กระนั้นก็ยังคงพบร้านของหวานบริเวณข้างทาง ทั้งร้านกาแฟ ร้านเค้ก และร้านเครื่องดื่มประเภทนมปั่นที่ขายตอนเย็น โดยจะมีเมนูเด็ดคือวุ้นในลูกมะพร้าว ซึ่งผมเห็นคนมานั่งกินกันเยอะมาก ซึ่งรสชาติก็อร่อยใช้ได้ แต่ว่าหวานเกินไปหน่อยจนไม่สามารถกินคนเดียได้หมด

 

 

อีกเรื่องที่ดูแล้วน่าจะทำให้ชาวเวียดนามหุ่นดี ก็คือการออกกำลังกาย ขนาดออกไปเดินเล่นช่วง 2-3 ทุ่ม ฉันยังคงเห็นบางคนออกมาวิ่งออกกำลังกาย บางทีก็เจอกลุ่มที่ดูเหมือนจะออกกำลังกายเสร็จแล้วเดินมาเป็นกลุ่มๆ สิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่งก็คือบริเวณทางเท้า ที่นอกจากจะมีร้านค้าแผงลอยแล้วยังมีคอร์ทแบตมินตันที่ตีเส้นสีขาวเอาไว้อย่างดิบดี ซึ่งอันนี้ฉันเองก็ไม่รู้ว่ามีหน่วยงานไหนตั้งใจทำเอาไว้ หรือมีใครมาแอบตีเส้นเอาเอง ซึ่งในช่วงเย็นๆก็จะมีบางคนเอาเน็ตมาขึง แล้วตีแบตฯกันบ้าง เล่นตระกร้อกันบ้าง

 

 

 

ดูแล้วก็รู้สึกทึ่งกับไอเดียของเขามากๆในการนำบริเวณทางเท้ามาใช้ประโยชน์ แต่ก็ไม่ได้มีแบบนี้ในทุกที่ เพราะบางบริเวณก็จะกลายเป็นที่จอดรถมอเตอร์ไซด์และรถยนต์ไปแทน

 

 

              

แดดเช้าที่มาพร้อมกับเสียงแตร

               

ดูเหมือนว่าชาวเวียดนามจะได้ทักทายแสงตะวันก่อนชาวไทย ซึ่งฉันสังเกตจากแสงแดดที่สาดส่องลงมากระทบใบหน้า จนทำให้ต้องลืมตาตื่นขึ้นมาในเวลา 6 โมงเช้า ลุกขึ้นมาบิดขี้เกียจได้สองตลบก็แอบตกใจว่า เอ๊ะนี่มัน 8 โมงเช้าแล้วรึป่าว แดดแรงจนต้องหันกลับไปดูที่นาฬิกาอีกที ซึ่งเข็มสั้นยังชี้ที่เลข 6 อยู่เหมือนเดิม ก็แอบคิดเอาเองว่าสงสัยดวงอาทิตย์น่าจะขึ้นตั้งแต่ประมาณตี 4-ตี 5

 

 

 

ฉันเองพยายามที่จะลองตื่นมาดูอาทิตย์ขึ้นให้ทัน แต่เนื่องจากเมาเบียร์ก่อนนอนทุกวัน แค่จะตื่นให้ทัน 6 โมงเช้า (คณะทัวร์นัดกินข้าว 7 โมง) ก็แทบจะลุกไม่ไหวเสียแล้ว    

           

 

เสียงแรกที่ได้ยินในตอนเช้าไม่ใช่เสียงไก่ขัน แต่เป็นเสียงแตรรถของผู้คนที่ออกเดินทางไปทำงานกันแต่เช้า ท่ามกลางการจราจรอันคับคั่ง สิ่งที่เราจะพบเห็นมากที่สุดก็คือรถมอเตอร์ไซด์จำนวนมหาศาล ที่ขับเบียดเสียดกันอยู่บนท้องถนน จนรู้สึกเสียวๆว่าจะเกิดอุบัติเหตุได้ทุกวินาที

 

 

 

ซึ่งจำนวนมอเตอร์ไซด์ของทั้งประเทศเวียดนามทะลุหลัก 20 ล้านคันไปแล้วตั้งแต่ปี 2553 ส่วนปัจจุบันยานพาหนะชนิดนี้ก็ยังคงขายดี โดยมียอดการผลิตสูงถึงปีละ 3-4 ล้านคัน

              

 

สิ่งที่ตามมาจากจำนวนรถที่มากมาย นอกจากควันแล้วก็คงเป็นเสียงแตรที่ไม่ว่าเราจะผ่านไปยังถนนเส้นได้ก็ตาม เสียงแตรเหล่านี้ก็พร้อมที่จะเข้ามากระทบโสตประสาทของเราอยู่เสมอๆ

 

 

 

สาเหตุหลักที่เขาบีบแตรกันก็คือ เตือนคนที่อยู่ข้างหน้าที่ไม่ว่าจะขับรถหรือเดินอยู่บนถนนให้ระวังและหลบให้ดี ซึ่งแต่ละคนก็มีวิธีการบีบแตรที่แตกต่างกันไป บางคนบีบที่เดียว บางคนมาเป็นจังหวะสามช่า แต่ที่โหดที่สุดก็คือเล่นบีบแตรลากยาวตั้งแต่หัวซอยไปจนถึงท้ายซอย จนอดสงสัยไม่ได้ว่าจิตใจของคุณพี่ท่านนั้นทำด้วยอะไร

                

 

แต่มาลองคิดดูเล่นๆ ฉันกลับรู้สึกว่าที่เขาบีบแตรกันอาจไม่ได้เป็นเพราะอยากบีบไล่ใคร หรือต้องการให้ใครหลบรถ แต่อาจจะเป็นการบีบแตรเพื่อทักทายคนที่ขับรถสวนทางมาก็ได้ แบบว่ารถราก็เยอะเต็มถนนจะโบกไม้โบกมือทักทายเกรงว่าจะเสียการทรงตัว หรือถ้าจะตะโกนเรียกกันอาจไม่ได้ยินก็เป็นได้ ดังนั้นการบีบแตรจึงเป็นทางเลือกที่ดูจะง่ายกว่ากันเยอะเลย(อันนี้เดาเอาเล่นๆ)   

 

 

              

ไม่รู้จักฉันไม่รู้จักเธอ

               

ในระหว่างที่กำลังหาซื้อของฝากให้กับมิตรสหายหลายๆท่านจากทางบ้าน พี่ไกด์นำทริปของเราได้แนะนำว่า เวลาจะซื้ออะไร ควรต่อราคาเอาไว้เยอะๆ เช่น ถ้าราคา 500 ก็ต่อให้เหลือ 200-300 เพราะบางร้านก็มักจะบวกราคาเพิ่มเข้าไปเวลาเจอนักท่องเที่ยว ฉันเองก็ไม่ใช่นักต่อราคาที่เก่งกาจเท่าไรหรอก เพราะเจออะไรถูกใจก็ซื้อๆไปหมด

 

               

บางทีก็รู้สึกเหนื่อยที่ต้องเดินเทียบราคาทีละร้านว่าร้านไหนถูกกว่าแล้วค่อยซื้อทีหลัง แต่ในจังหวะนั้นการที่จะซื้ออะไรๆโดยไม่เทียบราคาเลยที่อาจจะรู้สึกเจ็บใจเล็กๆเมื่อพบว่ายังมีร้านตรงข้ามที่ขายถูกกว่ากันครึ่งต่อครึ่ง เช่น ร้านแรกขาย 200 ร้านถัดมาอาจขายเพียง 120

 

 

ก็แอบคิดอยู่ในใจว่าคุณพี่พ่อค้าแม้ค้าทำไมถึงต้องทำแบบนี้กับฉันด้วย หรือเป็นเพราะโทษฐานที่เราไม่รู้จักกัน แถมยังคุยกันคนละภาษา คุณพี่จึงปั่นราคาซะสูงลิบ ก็เลยไม่รู้ว่าถ้าเราเคยรู้จักกันมาก่