แด่ วันรับปริญญาของฉัน

 

 

 

 

 

ชีวิตเปรียบได้กับถนนสายหนึ่ง เราต่างเป็นนักเดินทางที่กำลังเดินไปตามเส้นทางที่มีชื่อว่า“ชีวิต” โดยมีจุดหมายปลายทางคือ “ความฝัน” ทุกๆคนต่างก้าวไปบนเส้นทางที่ตนเองเลือก แต่ก็ยังไม่รู้ว่าทางข้างหน้าจะเป็นเช่นไร

 

 

 

“มหาวิทยาลัย”ก็เป็นเหมือนถนนสายเล็กๆ ที่เหล่านักเดินทางตัดสินใจเดินเข้ามา โดยหวังว่าถนนสายนี้จะนำพาไปสู่จุดหมายปลายทางแห่งความฝัน และเส้นทางนี้ก็เต็มไปด้วยผู้ร่วมเดินทางมากมาย ที่ออกเดินทางไปพร้อมกัน ในเส้นทางแห่งฝันอันยาวไกลสายนี้

 

 

 

ในเส้นทางของ “มหาวิทยาลัย” ทุกคนล้วนอยากก้าวเดินไปตามทางที่สวยงามในแบบที่ตนคิด แต่จะมีสักกี่คนที่ทำได้อย่างที่หวังและตั้งใจเอาไว้ ในบางวันเราก้าวเดินอย่างฉับไวด้วยความเชื่อมั่น แต่บางวัน ใจดวงเดิมของเรามันกลับอ่อนล้าหมดแรงจนแทบจะหยุดนิ่ง เมื่อต้องเผชิญกับอุปสรรคที่มาขวางกั้น

 

 

 

แต่หากไม่เผชิญหน้ากับอุปสรรค ก็จะไม่เกิดการเรียนรู้ ถ้าเราไม่ล้มก็จะไม่รู้ว่าจะลุกขึ้นอย่างไร หากไม่เจ็บก็จะไม่รู้จักการระวังตัวเองเพื่อไม่ให้เราเจ็บตัวในครั้งต่อไป ที่สำคัญคือต้องรู้จักใช้สติในการคิดและไตร่ตรองเพื่อก้าวผ่านอุปสรรคนั้น สุดท้ายแล้วจุดหมายที่เราคิดและหวังเอาไว้ ก็ไม่ยากเกินที่จะไปให้ถึง

 

 

 

ในยามที่ต้องเผชิญกับความลำบากจนรู้สึกท้อใจและหมดแรง ”เพื่อน”คือหนึ่งกำลังใจที่จะช่วยพาเราไปให้ถึงจุดหมาย คอยช่วยเหลือแนะนำทางเดินที่ดี ช่วยแต่งแต้มคืนวันที่มืดมนให้สดใส แบ่งปันความห่วงใยและน้ำใจให้กันเสมอเพื่อให้เราก้าวต่อไปบนเส้นทางการผจญภัยที่มีทั้งความสุขและเศร้าคละเคล้ากัน

 

 

 

เมื่อบรรลุจุดหมายที่สุดสายปลายทางแห่ง”มหาวิทยาลัย” แต่เรายังคงต้องก้าวต่อไป เพราะเส้นทางแห่ง “ชีวิต” ยังไม่สิ้นสุด ถึงคงเวลาแล้วที่เราคงต้องแยกย้ายกัน เพื่อไปตามความฝันใฝ่ของแต่ละคน เหมือนเวลาผ่านไปเพียงแค่เวลาเสี้ยววินาทีเท่านั้น นับตั้งแต่เดินเข้ามาในรั้วมหาวิทยาลัยแห่งนี้ พอถึงเวลาที่ต้องจบการศึกษาแล้วกลับรู้สึกใจหาย แม้เมื่อก่อนจะคอยเฝ้านับวันเวลาว่าเมื่อไรจะจบซักที

 

 

 

ตึกคณะ หอพัก โรงอาหาร ห้องสมุด ศาลเจ้าหน้ามหาลัย ศาลาธรรม อ่างแก้ว ต้นไม้ทุกต้น อาจารย์ทุกคน เพื่อนๆ น้องๆ กิจกรรมต่างๆและอื่นๆอีกมากมายที่อยู่ในมหาวิทยาลัย สิ่งเหล่านี้กำลังจะกลายเป็นภาพความทรงจำ ที่จะยังคงอยู่ในใจของเราเสมอ

 

 

 

ขอบคุณเพื่อนๆที่แบ่งบันความรักและคอยช่วยเหลือกันเสมอมา แม้ว่าต่อจากนี้ไปเราอาจจะไม่เจอกันแล้ว และไม่รู้จะได้เจอกันอีกเมื่อไร ถึงแม้ว่าเราคงต้องเศร้า แต่ต่างคน ต่างก็ไปตามทางของตนเอง มันถึงเวลาแล้วที่เราต้องลาจากรั้วมหาวิทยาลัยแห่งนี้ไปจริงๆ  

 

 

 

 

แต่ถ้าไม่มีการลาจากก็ไม่สิ่งใหม่ๆในชีวิต

 

 

 

จบเพื่อเริ่มต้นใหม่

 

 

 

ถึงแม้ว่าจะเป็นวันสุดท้ายในรั้วมหาวิทยาลัย แต่กลับเป็นวันเริ่มต้นของการผจญภัยครั้งใหญ่ ที่เราต้องเริ่มเรียนรู้ในตำราบทต่อไป เพื่อก้าวไปสู่ความสำเร็จของชีวิต

 

 

 

ชีวิตของคนเราคล้ายกับกระดาษสีขาว ประสบการณ์และเรื่องราวต่างๆที่ผ่านเข้ามาเปรียบเหมือนพู่กันที่จะเติมสีสันให้ชีวิต เรื่องราวต่างๆมากมายจะแต้มสีจนประกอบกันกลายเป็นภาพวาด ซึ่งมีทั้งภาพที่ทำให้อบอุ่นในหัวใจจนกลายเป็นรอยยิ้มอันสดใส และบางภาพก็ทำให้เสียใจจนน้ำตาไหลนอง แต่ไม่ว่าภาพนั้นจะออกมาเป็นเช่นไร จงเก็บภาพความทรงจำเหล่านั้นเอาไว้ เพราะสิ่งที่พบเจอระหว่างการเดินทางล้วนเป็นประสบการณ์ชีวิตอันล้ำค่า ซึ่งทำให้เราแกร่งขึ้น และเป็นโอกาสที่ทำให้เราได้เรียนรู้เพื่อก้าวต่อไปอย่างมั่นคง

 

 

 

 

แม้กาลเวลาจะนำพาให้ทุกสิ่งเปลี่ยนไป

 

 

แต่ความทรงจำดีๆจะยังคงอยู่ในใจไม่เปลี่ยนแปลง

 

 

 

 

**เรียบเรียงใหม่จากเอนทรี่เก่าที่เคยเขียนไปเมื่อปีที่แล้ว

***บทความชิ้นนี้ได้นำไปตีพิมพ์ในส่วนของบทส่งท้ายในหนังสือรุ่นของคณะผมเอง

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ขอบคุณที่แวะมาครับ

 

 อะติม

 

 

ของเล่นวัยเด็ก

posted on 18 Jan 2012 13:48 by samoodpokon  in article

ยังจำกันได้ไหม ความทรงจำในวัยเด็กกับของเล่นที่เคยมี ขนมที่เราซื้อเพราะของที่แถมมาในซอง บางครั้งก็ร้องงอแงให้คุณพ่อคุณแม่ซื้อของเล่นที่ล่อ ตาล่อใจ

 

 

 

 

 

 

ฉันมักนึกถึงหุ่นยนต์ของฉัน

 

 

 

 

 

 

 

หุ่นยนต์ของฉันนั้นไม่เหมือนกันหุ่นยนต์ทั่วไป เพราะว่ามันบินได้ มีพลังมหัศจรรย์มากมาย ปราบสัตว์ประหลาด พิทักษ์สันติภาพของอวกาศ แต่อย่าเพิ่งตกใจไป จริงๆแล้วมันทำอย่างนั้นไม่ได้หรอก เพียงแต่ว่า เมื่อฉันหยิบหุ่นยนต์ขึ้นมาครั้งใด ฉันก็มักจะใส่จินตนาการล้ำๆ และจับความสนุกใส่เข้าไปเสมอ   

 

 

 

 

 

 

นั่นจึงทำให้ผมมีความสุข เพราะผมสนุกกับของเล่นแต่ละชิ้น

 

 

 

 

 

 

แต่เมื่อเติบโตขึ้น ความสนุกก็ถูกเก็บไว้ในกล่องของเล่นใบเก่า และไม่ค่อยถูกเปิดเอาออกมาใช้เท่าไร เพราะฉันคิดว่ามันคงเป็นแค่เรื่องของเด็กๆเท่านั้น

 

 

 

 

 

 

และแล้ว “ความสนุก” ก็ถูกแทนที่ด้วยคำว่า “แข่งขัน”

 

 

 

 

 

 

 

ในสนามที่ถูกเรียกว่าชีวิต มีคู่แข่งมากมายที่เราต้องแข่งด้วย ทั้งการงาน เงิน เวลา หรือแม้กระทั่ง ตัวเราเอง แต่ไม่ว่าจะยากเย็นเพียงใด เราก็ต้องเล่นไปตามเกมการแข่งขัน จนกว่าจะรู้ผลแพ้ หรือ ชนะ หรือจนกว่าจะถึงเป้าหมายที่เราตั้งเอาไว้ ไม่ว่าจะเป็น ความสุข ความสบาย ความสำเร็จ ชื่อเสียง เกียรติยศ ชีวิตที่ดีกว่า หรืออาจเป็นความมีหน้ามีตาทางสังคม

 

 

 

 

 

 

เมื่อบทสรุปแห่งการแข่งขันมีเพียงแค่สองคำตอบ แน่นอนว่าทุกคนก็อยากที่จะชนะด้วยกันทั้งนั้น แล้วใครล่ะจะอยากแพ้ บางคนยอมลำบากทั้งชีวิต เพื่อที่จะใช้ชีวิตในภายหลังอย่างมีความสุข และสนุกกับเวลาที่เหลืออยู่ แต่ใครจะรู้ ว่าเราจะมีชีวิตอยู่นานพอที่จะได้รับรู้ความสนุกนั้นหรือเปล่า

 

 

 

 

 

 

 

บางครั้งก็รู้สึกเหนื่อยล้าจนอยากหนีออกไปจากสนามแข่งแห่งนี้ แต่ดูท่ากรรมการคงไม่อนุญาตให้เราหนีออกไปได้ง่ายๆ

 

 

 

 

 

 

 

เมื่อการแข่งขันมันไม่สนุก บางทีฉันอาจจะต้องหันกลับไปมองที่กล่องของเล่นใบเก่า แล้วเปิดมันออกมา หยิบหุ่นยนต์ตัวโปรด ตุ๊กตาสุดหวง หรือว่าเป็นตัวต่อที่แสนโปรดปราน หยิบมันแล้วนึกย้อนกลับไปยังวันวาน วันที่เคยมีความทรงจำดี วันที่เราเคยเล่นมันอย่างสนุกสนาน

 

 

 

 

 

 

แต่ฉันคงมีเวลาเล่นกับมันได้ไม่นาน เพราะเสียงนกหวีดแห่งการแข่งขันนั้นดังขึ้นมาอีกแล้ว ถึงเวลาที่ฉันจะต้องกลับไปต่อสู้อีกครั้ง

 

 

 

 

 

 

ฉันเก็บของเล่นแต่ละชิ้นลงกล่องใบเก่าอีกครั้ง แต่ฉันจะไม่เก็บความสนุกและความทรงจำไว้เด็กไว้ในกล่องนั้นอีกแล้ว แต่ฉันจะเอามาเก็บไว้ในพื้นที่เล็กๆของใจฉันแทน ฉันจะเก็บไว้อย่างดีไม่ว่าฉันจะเติบโตขึ้นไปมากแค่ไหน หรือแม้ใครจะมองว่ามันเป็นเรื่องของเด็กๆก็ตามที

 

 

 

 

 

 

ฉันไม่รู้หรอกว่าการแข่งขันนี้จะจบเมื่อไร และผลจะเป็นแบบไหน

 

 

 

 

 

 

แต่ฉันคิดว่านับตั้งแต่เวลานี้จวบจนวินาทีสุดท้ายแห่งการแข่งขัน

 

 

 

 

 

 

ฉันจะยังคงสนุกกับมัน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ขอบคุณที่แวะมาครับ

อะติม

 

 

เรื่องนี้มี "แต่"

posted on 10 Jan 2012 15:52 by samoodpokon  in article

 

 

 

 

 

 

 

แอบหลงรักเธออยู่ "แต่" เธอคงดูไม่ออก

 

 

 

 

 

อยากจะเดินไปบอก "แต่" ก็ยังหาโอกาสไม่ได้

 

 

 

 

 

วันนี้อุตส่าห์มานั่งรอที่ห้องเรียน "แต่" เธอดันไม่มาเรียน ฉันเลยพลาดไป

 

 

 

 

 

โทรไปหาเธอเลยดีกว่า "แต่" พอหยิบมือถืออกมา อ้าว!แบตหมดไปตั้งแต่เมื่อไร

 

 

 

 

 

ถ้างั้นขี่มอไซด์ไปหาเธอที่บ้านก็แล้วกัน "แต่" พึ่งนึกขึ้นมาได้ว่าเพื่อนมันยืมรถไป

 

 

 

 

 

จะทำยังไงดีล่ะคราวนี้ "แต่" ถ้าไม่ทำอะไรสักที ฉันรู้สึกไม่ค่อยสบายใจ

 

 

 

 

 

"แต่" ช่างโชคดีเหลือเกิน เหมือนเป็นเรื่องบังเอิญ เพราะฉันเห็นเธอเดินมาแต่ไกล

 

 

 

 

 

รีบเดินไปหาเธอทันที อยากบอกรักเสียเดี๋ยวนี้ "แต่" ฉันกลับเปลี่ยนใจ

 

 

 

 

 

เพราะเห็นเธอเดินเข้าห้องน้ำ "แต่" เธอดันไปเข้าห้องน้ำผู้ชาย

 

 

 

 

 

เธอที่ฉันแอบรักเป็นกระเทยเหรอนี่ "แต่" มองโลกในแง่ดี เธออาจเข้าห้องน้ำผิดเพราะไม่ได้ตั้งใจ

 

 

 

 

 

เข้าไปพิสูจน์ให้เห็นกับตาเลยดีกว่า "แต่" เธอก็เดินออกมาในทันใด

 

 

 

 

 

เธอกับฉันมองหน้ากันและกัน "แต่" กลับไม่มีใครพูดอะไรออกไป

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เรื่องราวจะเป็นยังไงต่อล่ะทีนี้ "แต่" ขอโทษทีเพราะคงต้องติดตามตอนต่อไป

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ปล. ขอขอบคุณไอเดียจาก นิตยสารWriter เล่ม2 คอลัมภ์ของคุณบัวไร

 

 

 

 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
ขอบคุณที่แวะมาครับ
อะติม

สวัสดีปีปัจจุบัน

posted on 04 Jan 2012 13:06 by samoodpokon  in article

 

 

ค่ำคืนนี้อากาศหนาวเย็นสบาย มีผู้คนมากมายหลั่งไหลออกจากบ้าน ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติมารวมตัวกันยังสถานที่ต่างๆด้วยจุดมุ่งหมายเดียวกัน คือมาอยู่เป็นเพื่อนกันเพื่อรอคืนวันผันผ่านในคืนข้ามปี พลุนับพันเปล่งประกายไปทั่วท้องฟ้าทันทีที่วินาทีแรกแห่งปีเริ่มต้น สีสันสดใส ยิ่งใหญ่ตระการตา สว่างไสวไปทั่วบริเวณ ท่ามกลางบรรยากาศของความสุขและความสนุกสนาน สร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับนักท่องเที่ยวจำนวนมากที่เข้ามาร่วมงาน

 

 

 

และแล้ว “ปีใหม่” ก็กลายเป็น “ปีปัจจุบัน”

 

 

 

 

ปี 2555 จากที่เคยเป็นFuture Tenseของปี 2554 แต่ในตอนนี้ได้กลายเป็นPresent Tenseไปแล้ว และในอนาคตเมื่อปี 2556 เดินทางมาถึง มันก็คงเป็นเพียงPast Tenseเท่านั้น

 

 

 

 

 

 “วันปีใหม่” มักถูกจับตามองเป็นพิเศษในฐานะ "วันแรก" ที่ทุกคนเฝ้ารอการมาอย่างตื่นเต้น ฉลองเพื่อต้อนรับวันใหม่กันอย่างสนุกสนาน

 

 

 

 

เพียงช่วงระยะเวลาสั้นๆระหว่างคืนส่งท้ายปีเก่ากับเช้าวันปีใหม่นั้น เหมือนมีพลังงานบางอย่างกระตุ้นให้เราลุกขึ้นมาทำอะไรที่เราไม่เคยคิดจะทำในวันอื่นๆของปี เช่นการนึกย้อนไปถึงเรื่องราวต่างๆที่ผ่านมาว่า กว่าจะถึงวันนี้เราได้ทำอะไรลงไปบ้าง หรือการวาดภาพอนาคตข้างหน้าที่เราอยากให้เป็น

 

 

 

 

บางคนอยากใช้โอกาสนี้เริ่มต้นสิ่งใหม่ๆให้ชีวิต บางคนก็อยากเอาความผิดพลาดในอดีตกลับมาแก้ไข

 

 

 

 

 

แต่บางที พลังงานพิเศษที่ว่ามานั้น มันก็มักจะหายไปอย่างรวดเร็ว จากที่เคยคิดไว้ว่าจะทำอะไรต่อมิอะไรในปีใหม่นี้ พอเวลาผ่านไปซักสามสี่วัน ต่อมความตื่นเต้นมันก็หดหาย ทุกอย่างเริ่มกลับเข้าสู่สภาวะปกติ วันถัดมามันก็ค่อยๆลดความสำคัญลงไป เป็นเพียงแค่วันธรรมดาๆ ไม่ใช่วันพิเศษสำหรับเราอีก

 

 

 

 

มีพระอาจารย์ท่านหนึ่งได้เล่านิทานให้ผมฟังว่า กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ บึงน้ำกลางป่า มีกบสามตัวอาศัยอยู่บริเวณบึงแห่งนั้น ระหว่างที่มันกระโดดโลดเต้นไปมาอย่างสนุกสนาน จู่ๆก็มีเมฆฝนดำทะมึนเข้ามาปกคลุมไปทั่วบริเวณ ทันใดนั้นฟ้าก็ผ่าดัง เปรี้ยง! กบทั้งสามตกใจ จึงตัดสินใจกระโดดลงน้ำ”

 

 

 

 

ท่านเล่าไว้เพียงเท่านี้ แล้วมีคำถามว่า จะเหลือกบที่ยังอยู่บนฝั่งอีกกี่ตัว?

 

 

 

 

มีหลากหลายคำตอบจากผู้ฟัง บางคนบอกว่าไม่เหลือสักตัวเพราะโดดลงน้ำหมด เหลือหนึ่งตัวบ้าง สองตัวบ้าง และบางคนก็ตอบว่าไม่รู้เพราะว่าโจทย์ไม่ได้ระบุรายละเอียดเอาไว้

 

 

 

 

พระอาจารย์ได้เฉลยว่า กบทั้งสามตัวมันก็ยังอยู่บนฟังเหมือนเดิมนั่นล่ะ

 

เพราะมันแค่”ตัดสินใจ” แต่มัน”ไม่ได้ทำ”

 

 

 

ในบางครั้งเราอาจเป็นเหมือนกับเจ้ากบ 3 ตัวในนิทาน

มีเรื่องราวหลายๆอย่างที่คิดไว้ แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ทำ

 

 

 

 

 

 

เราอาจให้คุณค่ากับช่วงเวลาของวันปีใหม่ในฐานะของวันที่ควรจะเริ่มต้นสิ่งดีๆ แต่อันที่จริงถ้าเราคิดจะทำอะไรหรืออยากเปลี่ยนแปลงอะไร คงไม่ต้องรอถึงปีใหม่ ถ้าอยากทำอะไรก็ทำถ้าเห็นว่ามันสมควรที่จะทำ อยากเปลี่ยนอะไรก็จงเปลี่ยน ถ้าเห็นว่าเปลี่ยนแล้วมันจะทำให้ดีขึ้น

 

 

 

 

ไม่ว่าจะเป็นวันธรรมดาหรือว่าวันสำคัญ ท้ายที่สุดแล้วตัวของเราเองต่างหากที่เป็นผู้ให้คุณค่ากับสิ่งที่เกิดขึ้น ว่ามันจะส่งผลต่อความคิดของเราอย่างไร จะให้มันเป็นแรงกระตุ้นจิตใจหรือให้บั่นทอนไฟแห่งการสร้างสรรค์

 

 

 

 

 

 

ถ้าเราทำให้ดีที่สุดในทุกๆวัน ไม่ว่ามันจะเป็นวันไหน ก็ไม่ต่างกัน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

สวัสดีปีปัจจุบัน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ขอบคุณที่แวะมาครับ

อะติม 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

มาร่วมสนุกส่งท้ายปีเก่า

posted on 30 Dec 2011 13:10 by samoodpokon  in Event
สวัสดีฮะ
 
 
 
เนื่องด้วยเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่
 
 
ผมมีของขวัญมามอบให้กับเพื่อนๆใน Exteen 
 
 
 
 
นั่นก็คือ
 
 
 
ผมจะมาวาดรูปแจกเพื่อนๆกันฮะ
 
คือผมก็ไม่ได้วาดเก่งเท่าไรหรอกนะ แค่อยากวาดเล่นสนุกๆไว้เป็นที่ระลึกเฉยๆ
 
 
 
 
รูปตัวอย่าง(เป็นรูปของเพื่อนๆผมเอง) 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
กติกาง่ายๆ
 
เพียงแค่เข้ามาร่วมตอบคำถาม 2 ข้อ
 
คือ 1. ชอบEntryไหนของบล๊อค"สมุดปกอ่อน"มากที่สุด      และ 2.ชอบเพราะอะไร
 
 
 
 
แค่นี้ล่ะ ง่ายๆ
 
 
ใครที่เข้ามาตอบคำถามตามที่กติกากำหนดไว้ ผมจะส่งข้อความติดต่อกลับไปคุยเรื่องรายละเอียดนะ 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
สุขสันต์วันปีใหม่    2ฮ่าฮ่าฮ่า
 
 
 
 
 
 
 
ขอบคุณที่แวะมาร่วมสนุกกัน
 
อะติม
 
 
 
 
 
 

สนุกปั่น

posted on 25 Dec 2011 12:16 by samoodpokon  in Diary

จะมีสักกี่อย่าง ที่เมื่อเราได้ฝึกทำครั้งหนึ่งจนเป็นแล้ว ไม่ว่าเวลาผ่านไปนานขนาดไหนก็จะไม่มีวันลืม และเมื่อกลับมาทำอีกเราก็ยังคงทำมันได้

 

 

 

 

 

เท่าที่พอจะนึกออก ผมนึกถึงการขี่จักยาน

 

 

 

 

 

ผมขี่จักรยานเป็นมาตั้งแต่ยังอยู่ในวัยที่ใส่เสื่อผ้าไซส์ S กว่าจะขี่เป็นก็เล่นเอาล้มแล้วล้มเล่า จนหัวเข่าแตก แข้งขาถลอก แต่พอเริ่มคอนโทรลรถได้มั่นคง และส่งแรงถีบออกไปข้างหน้าได้อย่างต่อเนื่อง ณ วินาทีนั้นผมก็สนุกกับมันจนแทบไม่อยากจะลงจากรถ

 

 

 

 

 

พอแดดร่มลมตก เลิกเรียนมาก็คว้าจักรยาน แล้วชักชวนเพื่อนข้างบ้านไปขี่รถเล่นกัน บางครั้งก็แข่งกันซิ่งไปรอบๆหมู่บ้านกันอย่างสนุกสนาน แต่พอเติบโตมาเป็นวัยรุ่นหนุ่มสาว โอกาสขี่จักรยานก็ลดน้อยลงไป จักรยานที่เป็นของเล่นในวัยเด็ก ณ ปัจจุบันมันก็ยังคงเป็นแค่ของเล่นในสายตาเรา ไม่ค่อยได้เป็นของใช้เท่าไร เพราะเวลาจะไปไหนก็ใช้รถ ซึ่งสะดวกและรวดเร็วกว่า 

 

 

 

 

 

จนกระทั่งเมื่อประมาณสามเดือนก่อน อยู่ดีๆก็เกิดความคิดอยากเอาจักรยานมาขี่ แต่ไม่ใช่ขี่ในความหมายที่ว่าเอามาขี่เล่น หรือว่าขี่ออกกำลังกายตอนเย็น แต่เป็นการเอามาขี่เพื่อใช้เดินทางในชีวิตประจำวัน เหตุผลนั้นก็เพราะต้องการลดโลกร้อนและประหยัดพลังงานครับ(หล่อมาก) เอ้ย! ไม่ใช่ๆ จริงๆคือเพราะตอนนั้นเกิดเกิดปัญหาทางด้านการเงินเล็กน้อย จึงทำให้ไม่ค่อยมีเงินเติมน้ำมันรถ เลยต้องแก้ปัญหาด้วยวิธีนี้ล่ะ

 

 

 

 

 

โชคดีที่ผมไม่ได้อยู่ในเมืองกรุง จึงทำให้ยังพอหาช่องทางในการขี่จักรยานได้บ้าง แต่ว่าการขี่ในเมืองใหญ่อย่างเชียงใหม่ก็ไม่ได้ถือว่าง่ายซะทีเดียว บางคนก็ว่ามันอันตรายนะ รถก็เยอะ ร้อนก็ร้อน เหนื่อยก็เหนื่อย แต่พอเห็นคนอื่นขี่กัน มีทั้งชมรมจักรยานวันอาทิตย์ กลุ่ม Fix Gearที่ออกมาขี่กันตอนกลางคืน ชาวบ้านทั่วๆไป ขนาดลุงๆป้า ผมเห็นเขาก็ยังขี่จักรยานกัน ผมก็คิดว่าคงไม่น่าจะมีปัญหาอะไร ก็เลยลองดูมั่ง

 

 

 

 

 

ตอนแรกก็กลัวๆกล้าๆ จะไม่ขี่ไปไหนไกลมาก และจะไปช่วงกลางคืนเป็นส่วนใหญ่ เพราะว่ารถจะไม่ค่อยเยอะ แต่พอค่อยๆปรับตัวไปซักระยะ ก็เริ่มชินกับเส้นทาง คราวนี้ก็จะขี่จักรยานบ่อยมากขึ้น แต่มอเตอร์ไซด์ก็ยังใช้เป็นครั้งคราว เวลาพาสาวๆไปกินข้าว เวลามีธุระสำคัญหรือมีเหตุเร่งด่วน 

 

 

 

 

 

การขี่จักรยานได้พาผมไปสัมผัสกับธรรมชาติและบรรยากาศของเมืองมากขึ้น ได้สัมผัสลมเย็นๆในตอนเช้า ฝ่าดงรถติดตอนกลางวัน ชมสีสันของแสงไฟในยามค่ำ และอีกอย่างที่สำคัญก็คือ มันทำให้ผมได้แอบเหล่สาวๆได้มากขึ้น(โอ้ย! โรคจิตนะเนี่ย) ถ้าเข้าไปในบริเวณมหาลัย ก็จะได้พบกับสาวๆนักศึกษาน่ารักๆ ถ้าไปย่านแหล่งท่องเที่ยวตอนเย็นๆค่ำๆ ก็จะได้พบกับสาวๆที่มาเดินเที่ยว ซื้อของ มากินข้าว หรือมาเที่ยวสถานบันเทิง นี่ล่ะประสบการณ์พิเศษซึ่งการขับรถยนต์หรือมอเตอร์ไซด์ ก็อาจจะไม่ได้เจออะไรแบบนี้

 

 

 

 

 

ที่เล่ามาทั้งหมดไม่ได้ต้องการที่จะมารณรงค์เรื่องโลกร้อน หรือเชิญชวนให้ใครมาขี่จักรยาน แต่เป็นแค่เพียงมาแชร์ประสบการณ์กัน เพราะแรกเริ่มเดิมที ผมหันมาขี่จักรยานก็เพราะต้องการประหยัดตังเท่านั้น แต่มันก็ได้อะไรหลายๆอย่างกลับมาที่มากกว่าแค่การ Safe Money

 

 

 

 

 

แอบคิดเล่นๆกับตัวเองว่า จะหาคำตอบจ๊าบๆแบบไหนดี ถ้าหากมีคนถามว่าทำไมถึงชอบขี่จักยาน โดยไม่ต้องไปตอบอะไรซ้ำๆซากเหมือนกับคนอื่น เช่น ประหยัดพลังงาน ไม่อยากสร้างมลพิษ ลดโลกร้อน หรือ การประหยัดค่าน้ำมัน แล้วก็พลันเกิดไอเดียขึ้นมาเมื่อก้มมองไปยัง “ขา” ของผมเอง

 

 

 

 

 

แล้ว ขา มันเกี่ยวอะไร?

 

 

 

 

 

เหตุผลก็ง่ายๆ ที่ชอบขี่จักรยานก็แค่อยากใช้ขาทั้ง 2 ข้างให้คุ้มค่า เผื่อว่าวันข้างหน้า เมื่อถึงวันที่ขาของผมไม่มีแรงจะขยับไปไหนไม่ว่าจะด้วยสาเหตุใดก็ตาม จะได้ไม่ต้องเสียใจภายหลังว่า รู้งี้ใช้ขาให้มากกว่านี้ก็น่าจะดี

               

 

 

 

 

จริงๆแล้วไม่จำเป็นต้องมีเหตุผลอะไรมากมายหรอก แค่เดินไปจูงจักรยานออกมา แล้วเริ่มต้น”ปั่น” ให้ “สนุก” ก็พอแล้วล่ะ

 

 

 

 

 

 

 

ปล. Merry Christmas ขอให้ซานตาคลอส เอาจักรยานมาให้เป็นของขวัญ

 

 

 
 
 
 
 
 
 
 
ขอบคุณที่แวะมาครับ
อะติม
 
 
 
 

ลมหนาว

posted on 19 Dec 2011 15:43 by samoodpokon  in Poem

 

 

 

 

 

 

สวัสดี ลมหนาว ที่พัดผ่าน

พร้อมอากาศ เย็นสะท้าน จนเป็นไข้

ตื่นเช้ามา อาบน้ำ แสนปวดใจ

อยากหลับใหล ใต้ผ้าห่ม ทุกเพลา

 

 

 

ยามหนาวกาย ผ้านวมใหญ่ คงช่วยได้

หรือสวมใส่ เสื้อกันหนาว ตัวหนาหนา

ถ้าหากมี ชาร้อนๆ สักหนึ่งกา

นั่งจิบชา สุขอุรา แสนสำราญ

 

 

 

แต่หนาวใจ ห่มผ้าไว้ คงไม่หาย

ต้องทนเหงา เดียวดาย น่าสงสาร

คงต้องอยู่ แบบนี้ ไปอีกนาน

หวังพบพาน ผู้รักษา โรคหนาวใจ

 

 

 

 

 

 

 

 

แต่งไว้ตั้งแต่ปีที่แล้ว เหอๆ 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ขอบคุณที่แวะมาครับ

อะติม

 

 

 

คำคมเปลี่ยนชีวิต(2)

posted on 02 Dec 2011 11:23 by samoodpokon  in Diary
 
หลังจากส่งคำคมเปลี่ยนชีวิตชุดแรกมาให้ฮากันไปในศุกร์ที่แล้ว
 
ศุกร์นี้เราจึงจัดมาให้ฮากันอีก เพื่อให้เข้ากับTheme สุข ทุก ศุกร์
 
เอาล่ะ ไปดูกันดีกว่า 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
เรื่องและภาพ โดย นายต้อม 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
ขอบคุณที่แวะมาครับ
 
อะติม 

My Coffee

posted on 29 Nov 2011 16:24 by samoodpokon  in article

ช่วงอาทิตย์ก่อน ได้ไป Work Shop เกี่ยวกับการเล่าเรื่อง

ในหัวข้อ Story Telling (เล่าเรื่องอย่างไรให้น่าสนใจ)

และเรื่องที่เอามาลงบล๊อคในวันนี้

ก็มาจากส่วนหนึ่งของกิจกรรม ที่ผมจะต้องเขียนเรื่องมาหนึ่งเรื่อง แล้วออกไปเล่าให้คนอื่นๆฟัง

ลองอ่านดูนะ   

 

(มีอีกเรื่องหนึ่งที่ออกไปเล่าในวัน Workshop วันสุดท้าย  เดี๋ยวจะเอามาให้อ่านในโอกาสหน้าละกัน )

 

 

 

 

 

 

1

ณ เมืองเล็กๆแห่งหนึ่ง เมืองนี้มีชื่อว่า “เมืองแห่งกาแฟดำ” ที่มาของชื่อเมืองนั้นมาจากการที่คนในเมืองนี้ชื่นชอบการดื่มกาแฟดำเป็นชีวิตจิตใจ ดื่มทุกวัน ดื่มกันเป็นประจำจนเป็นเรื่องปกติ หากใครในเมืองนี้ไม่ดื่มกาแฟดำก็นับว่าแปลกเลยทีเดียว

 

 

 

 

อยู่มาวันหนึ่ง มีชายหนุ่มคนหนึ่งผู้ชื่นชอบความแปลกใหม่ เขารู้สึกเบื่อกับวิถีแห่งการดื่มกาแฟดำนี้เต็มที เขาทดลองค้นคว้า หาสูตรกาแฟแบบต่างๆ จนกระทั่งเขาก็ได้พบกาแฟสูตรใหม่เข้าจนได้ ซึ่งนั่นก็คือ “กาแฟใส่เกลือ” ชายหนุ่มรู้สึกว่ารสชาติมันช่างอร่อยยิ่งนัก เลยลองแนะนำให้เพื่อนๆของเขามาชิมดู ปรากฏว่าเพื่อนเกิดชอบและติดใจ จึงได้แนะนำให้ชายหนุ่มเปิดร้านขายกาแฟสูตรใส่เกลือของเขา เพื่อเผยแพร่สูตรนี้ออกไปให้คนอื่นๆรู้จัก

 

 

 

 

ไม่นานนัก ชายหนุ่มเปิดร้านขายกาแฟใส่เกลือ ภายในเวลาไม่กี่เดือน ร้านของเขาก็มีชื่อเสียงในหมู่ผู้ชื่นชอบการดื่มกาแฟ สูตรกาแฟของเขาเป็นที่แพร่หลาย และกลายเป็นเทรนด์ใหม่ในการดื่มกาแฟ มีผู้นิยมการดื่มกาแฟใส่เกลือมากขึ้น มากขึ้น และมากขึ้น ในขณะที่จำนวนผู้ดื่มกาแฟดำแบบดั้งเดิมค่อยๆลดลงไปเรื่อยๆ จนเหลือเพียงคนกลุ่มเล็กๆเท่านั้น

 

 

 

 

แม้ว่าเมืองแห่งนี้จะมีชื่อว่ากาแฟดำ แต่ว่าประกรส่วนใหญ่ในเมืองนี้ได้เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมจากการดื่มกาแฟดำ มาเป็นกาแฟใส่เกลือกันเกือบหมด วัฒนธรรมดั้งเดิมในการดื่มกาแฟดำได้กลายเป็นอดีตแห่งความทรงจำ และกลายเป็นยี่ห้อแห่งความล้าสมัย นับตั้งแต่นั้นมา

 

 

 

 

2

ฉันชอบดื่มกาแฟดำ ไม่รู้เหมือนกันว่าชอบเพราะอะไร รสชาติ กลิ่น บรรยากาศ ไม่แน่ใจเหมือนกันนะ รู้แต่ว่าดื่มมันมาตั้งแต่สมัยยังใส่เสื้อผ้าSizeM(ตอนนี้ XL) แต่การดื่มกาแฟของฉันมันกลับไม่ค่อยเท่ในสายตาของคนรอบข้างเอาเสียเลย เพื่อนมักบอกเสมอว่า ยุคนี้สมัยนี้เขาต้องดื่มกาแฟใส่เกลือ มันจึงจะเท่ มันจึงจะแนว และด้วยเหตุนี้เอง จึงทำให้ฉันอยู่ในโลกที่ไม่ค่อยมีใครสนใจ เพื่อนก็ไม่ค่อยมีเหมือนใครๆ ดูเหมือนว่าผู้คนไม่ค่อยยอมรับกับภาพลักษณ์ที่ดูล้าสมัยของฉัน บางทีฉันอาจจะยึดติดกับอะไรเดิมๆมากไปก็ได้ หรือว่ามันอาจจะถึงเวลาที่ฉันจะต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองเสียใหม่ เพื่อให้ดูน่าสนใจมากขึ้น

 

 

วันนั้น ฉันจึงลองเข้าไปนั่งที่ร้านกาแฟใส่เกลือ แล้วลองสั่งมาชิมดูสักแก้ว  อืม กลิ่นหอมหน้าตาน่ากิน สีเข้มสวยงาม ส่วนรสชาตินั้น  “ถุย! ทำไมมันเค็มอย่างนี้ล่ะเนี่ย” แล้วใครมันจะไปกินลง เห็นคนอื่นๆดื่มอย่างมีความสุข ท่าทางน่าอร่อย แต่สำหรับฉันแล้ว รสชาติมันช่างเต่าถุยจริงๆ ฉันจำเป็นต้องกล้ำกลืนฝืนทน ดื่มมันจนหมดแก้ว เพราะเสียดายเงินที่ซื้อมา

 

 

 

 

หลังจากวันที่ฉันเปลี่ยนพฤติกรรมการดื่มกาแฟ ชีวิตของฉันก็ได้เปลี่ยนไป ภาพลักษณ์ของฉันดูดีขึ้นในสายตาของใครต่อใคร ฉันมีเพื่อนมากขึ้น สนุกมากขึ้น แต่ก็รู้สึกอยากอ้วกทุกครั้งที่ดื่มกาแฟใส่เข้าเข้าไป เพื่อนฉันมักจะบอกว่า นี่ล่ะคือรสชาติแห่งความทันสมัย

 

 

 

 

บางทีรสชาติแห่งความทันสมัย อาจไม่ค่อยถูกลิ้นของฉันเท่าไร ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน ว่าฉันจะฝืนทนไปแบบนี้อีกนานไหม

 

 

 

 

หรือว่า ฉันควรกลับไปดื่มกาแฟดำเหมือนเดิม ตามวิถีชีวิตแบบเดิมๆของฉัน แน่นอนว่ามันคงไม่ตามแฟชั่น มันคงไม่ทันสมัย แต่ฉันว่า ฉันเองก็ไม่จำเป็นต้องตามใคร ต่อให้คนทั้งเมืองเกลียดกาแฟดำ แต่ยังน้อยก็ยังมีฉันคนหนึ่งล่ะที่ไม่เกลียด

 

 

 

 

ฉันควรจะทำยังไงดีนะ…

….

..

.

 

 

3

ในขณะที่ใครหลายๆคนกำลังมีความสุขกับการนั่งดื่มกาแฟ บางคนดื่มเพราะอยากดื่ม ดื่มเพราะแก้ง่วง ดื่มเพราะบรรยากาศของร้านกาแฟ ดื่มเพราะชื่นชอบในรสชาติ หรือว่าดื่มเพื่อภาพลักษณ์ที่ดูดี ฉันไม่รู้หรอกว่าเขาเหล่านั้นดื่มเพราะอะไร เพราะเหตุผลของแต่ละคนย่อมแตกต่างกันไป แต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด ฉันคิดว่าแต่ละคนก็น่าจะดื่มกาแฟของเขาด้วยความสุขเป็นแน่

 

 

 

 

และในตอนนี้ฉันเองก็กำลังมีความสุขกับการดื่มกาแฟเช่นกัน

กาแฟดำของฉัน ซึ่งฉันคิดว่ามันเป็นกาแฟที่อร่อยที่สุดในโลก

 

 

 

ในโลกของฉัน 

อยู่คนเดียว

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ขอบคุณที่แวะมาครับ

อะติม

คำคมเปลี่ยนชีวิต

posted on 25 Nov 2011 10:39 by samoodpokon  in article
ขอประเดิมกับEvent "สุข ทุก ศุกร์"
กับการอัพบล๊อคทุกวันศุกร์ โดนเริ่มวันนี้เป็นวันแรก
ที่จริงเขาให้อัพตอนเที่ยงนะ แต่เผอิญว่าต้องไปกินข้าวเที่ยงกับสาวๆเนี่ยล่ะ
กระผมก็เลยขอลุยก่อนละกัน ตามคำที่เขาว่า "ใส่ก่อนได้เปรียบ" ฮ่าๆๆ
 
 
 
นับว่าโชคดีอย่างยิ่ง เพราะตอนแรกไม่รู้จะเขียนอะไร
ช่างบังเอิญตรงที่ว่า เพื่อนของกระผมนั้นอยากนำผลงานเอามาเผยแพร่สักหน่อย
ผมก็เลยจัดให้เขาซะเลย ฮ่าๆ 
เอาล่ะ ไปดูกันดีกว่า กับคำคมโดนใจของเพื่อนผม
 
 
 
 
 
 
เรื่องและภาพโดย : นายต้อม
 
 
 
 
 
 
 
 
ขอฝากผลงานของเพื่อนผมไว้ด้วยนะครับ
เวอร์ชั่นถัดไป จะตามมาในไม่ช้า ฮ่าๆ
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
ขอบคุณที่แวะมาครับ 
อะติม

Favourites