Interview03-Ristr8to2

posted on 21 May 2012 11:46 by samoodpokon  in Interview  directory Lifestyle, Knowledge, Diary

 

 

ด็อพพิโอ ริสเตร็ตโต (Ristr8to2) ร้านกาแฟเล็กๆบนถนนนิมานเหมินท์ ย่านที่อบอวลไปด้วยบรรยากาศของการดื่มกาแฟอย่างเข้มข้นเป็นอันดับต้นๆของเชียงใหม่ ด้วยคอนเซ็ปที่ไม่ซ้ำใครของร้านนี้ที่ได้นิยามตัวเองว่าเป็น Australian Café Concept กับวัฒนธรรมการดื่มกาแฟร้อนเพื่อให้สัมผัสถึงรสชาติของกาแฟแท้ๆ

 

 

ต๋อง อานนท์ ธิติประเสริฐ  ผู้จัดการและบาริสต้าของร้าน ผู้ผ่านการฝึกฝนการชงและศิลปะบนถ้วยกาแฟที่เรียกว่า Latte Art จากออสเตรเลีย จนคว้ารางวัลมาแล้วหลายรายการ โดยมีรางวัลอันดับ 6 จากการแข่งขัน World Latte Art Championship มาการันตีฝีมือ ซึ่งเขารับหน้าที่ทั้งชงและเสิร์ฟพร้อมกับโชว์ลีลา Latte Art ให้ลูกค้าถึงที่โต๊ะด้วยตัวเองเลยทีเดียว

 

ด้วยประสบการณ์และฝีมือการชงที่ใส่ใจทุกรายละเอียด เราจะได้สัมผัสและดื่มด่ำไปกับรสชาติของกาแฟแท้ๆ ที่ผ่านการคัดสรรเมล็ดพันธุ์ชั้นดี ในราคาที่ทุกคนดื่มได้ จากหลากหลายประเทศมาให้ลิ้มลอง ทั้งจากประเทศไทย, เอธิโอเปีย, บราซิล, เอกวาดอร์, กัวเตมาลา, คอสตาริกาและโคลัมเบีย

 

ขอเชิญเหล่าคอกาแฟนั่งลงก่อน แล้วมาร่วมสัมผัสบทสนทนาเคล้ากลิ่นกาแฟหอมกรุ่นกับเจ้าของร้านคนเก่งคนนี้ แล้วไปเรียนรู้เรื่องราวต่างๆและพบกับรสชาติอันเข้มข้นของสิ่งที่เขาฝันใฝ่และกำลังทำมันอย่างตั้งใจไปพร้อมๆกัน

 

 

เข้ามาอยู่ในวงการกาแฟกี่ปีแล้ว 

6 ปี

ทำไมถึงสนใจมาทำร้านกาแฟ  

เริ่มจากร้านแรกตอนที่ไปออสเตรเลีย  ร้านแรกที่ทำอยู่เป็นช่วงที่เขากำลังแข่ง World Barista Champion คนที่ทำงานอยู่ด้วยกันได้เข้าแข่งและก็ชนะในระดับโลกมา อยู่ตรงนั้นได้เห็นเขาซ้อมมาตลอด เห็นเขาแข่งแล้วชนะ ก็เลยรู้สึกสนุก ทำให้รู้สึกอยากทำด้วย ก็เลยเป็นจุดแรกหลังจากไปทำงานที่ออสเตรเลีย เลยได้เป็นบาริสต้า โชคดีที่ว่าคุณ Jack Hanna ซึ่งได้แชมป์โลกนั้นทำงานด้วยกัน เขาก็สอนเทคนิคนิดๆหน่อยๆ ก็เลยอยากจะทำดู ซึ่งในแต่ละร้านที่ทำก็จะมีรูปแบบต่างๆกัน หลังจากทำงานที่ร้านนั้นแล้วก็ไปทำร้านอิตาลี ก็ได้เรียนรู้วัฒนธรรมดั้งเดิมของการดื่มกาแฟ หลังจากนั้นมาเปิดร้านของตัวเอง ก็ทำมาเรื่อยๆ รู้สึกว่ามันยังไม่สิ้นสุด ยังมีเรื่องให้ศึกษาต่อเรื่อยๆ รู้สึกสนุกดี

การฝึกเป็นบาริสต้าต้องทำอย่างไร

ก็ต้องชอบก่อน แล้วก็ฝึกหลายๆอย่าง หลักๆแล้วอยู่ที่ประสบการณ์ ว่าชอบกาแฟแค่ไหน มีกาแฟเยอะแค่ไหนให้เล่น ต้องมีความขยัน ต้องรู้จักสังเกตว่าไอ้นี่มันเป็นแบบนี้ ต้องขยับแบบนี้

ที่ไปแข่ง World Barista Championship มาเป็นอย่างไรบ้าง

ก็คือจะมีตัวแทนประเทศละ 1 คน ต้องชนะระดับประเทศก่อน จึงจะเป็นตัวแทนประเทศ แล้วก็ไปแข่งระดับโลก ก็มีแข่งคัดเลือกก่อน รอบสุดท้ายจะเหลือ 6 คน  ก็ได้ที่ 6 พอดี(หัวเราะ)  อันดับ 1-6 จะมีรางวัลให้ ถือว่าเป็น Top6 ของโลก

ของพี่คือสาย Latte Art

เป็นสายLatte Art ก็จะดูเทคนิคของบาริสต้า สมัยก่อนเค้าก็จะดูรสชาติ เหมือนตอนที่ยังแข่งอยู่ที่ออสเตรเลียอยู่ ที่เคยชนะในระดับภูมิภาคของเค้า เค้าก็จะดูรสชาติด้วย ดูรูปบนหน้าด้วย ตอนแข่งที่ออสเตรเลียจะได้คะแนนรสชาติเยอะกว่านิดนึง พอแข่งระดับโลกเขาก็จะตัดคะแนนรสชาติออกไป คราวนี้ก็จะดูแต่ Latte Art กับ Barista skill อย่างเดียวเลย

Latte Art มีกี่แบบ

จะมี 2 แบบ คือ Free Pour(ใช้มือเท) และ Etching(วาด)  ซึ่ง Free Pour จะต้องใช้ทักษะเยอะกว่า แล้วมันก็ยากกว่า เพราะมันต้องจบในเวลานั้นเลย ถ้าพลาดแล้วมันจะล้น เมื่อกี้ที่ทำให้ดูเป็นทิวลิป 5 ชั้น ใบไม้ 3 ใบ หัวใจอีก 3 ดวง ก็คือต้องใช้มือเทอย่างเดียวเลย ถ้าเป็นแบบเขียนเอา ก็คือเอานมเทลงตรงกลางอย่างเดียว แล้วก็วาดเป็นรูปอะไรก็ได้ แล้วแต่คนชอบ แต่ Free Pour จะเป็นการคนไปในตัว เป็นการผสมนมกับกาแฟให้มันเข้ากัน แล้วเร็วกว่าด้วย การมานั่งวาดกาแฟมันจะเริ่มแยกชั้นกับฟองนม แล้วอุณหภูมิก็จะลดลง เพราะว่ากาแฟควรจะดื่มเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ ในการแข่งขันระดับโลกเขาจะบังคับเลยว่า จะต้องมีFree Pour สมมุติว่าให้ทำกาแฟ 6 แก้ว ในรอบชิงต้องทำ Latte Art แบบ Free Pour หมดเลย จะไม่มีมาวาด เพราะเขาจะให้ความสำคัญกับแบบนี้มากกว่า เพราะเหมือนเป็นการวัดทักษะในทางบาริสต้ามากกว่า

จากเดิมเปิดร้านอยู่ที่ออสเตรเลีย แล้วทำไมถึงกลับมาเปิดร้านที่ประเทศไทย 

อยากจะเอาข้อมูลที่ได้จากออสเตรเลียมาแชร์ความรู้กับที่นี่ เพราะว่าบางเรื่องมันไม่มีสอนในไทย มันไม่มีใครรู้ ก็เหมือนเอา Café จากประเทศออสเตรเลียมาไว้ที่นี่ ที่เมืองไทย เอามาไว้แลกเปลี่ยนความรู้กัน ไม่ได้บอกว่าดีกว่า แต่ลองดูว่าทำไมเขาถึงเก่งในระดับนั้น ซึ่งในการแข่งระดับโลกนั้นออสเตรเลียจะได้เข้ารอบชิงแทบทุกปี การแข่งLatte Art นั้น จาก 6 เขาก็ได้แชมป์มาถึง 3 ครั้ง เราเอามาเปิดที่นี่ แล้วลองมาดูว่ามันมีอะไรที่ต่างจากบ้านเรา แต่ไม่ได้หมายความว่าอะไรดีกว่าอะไร เหมือนเอามาลองแลกเปลี่ยนกันดู ว่าชอบแบบไหน ให้เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง

เหมือนเอาข้อมูลมาแชร์กัน  

ใช่ครับ ในเมนูก็จะมีหลายๆตัวที่เป็นตัวที่คิดค้นขึ้นมาที่ออสเตรเลีย ก็เอามาแชร์กันที่นี่ ว่าทำไมที่โน่นเขาใช้กันแบนี้ ทำไมเวลาเขาทำในระดับโลกถึงทำแบบนี้ แล้วเราก็ลองดูว่าแบบนี้ดีมั๊ย ทำไมแบบนั้นดีกว่า แบบนี้ดีกว่า และคิดว่าจะขายเมล็ดพันธุด้วย ก็คือนำเข้าเมล็ดแบบที่ไม่ค่อยมีใครเอามาขาย เอาเมล็ดที่ราคาสูงมาขาย มาให้ลองชิมในราคาที่ทุกคนกินได้ ซึ่งทุกอย่างผ่านการคัดสรรค์มาแล้ว ก็เอามาลองให้ชิมดู ไม่ได้หมายความว่าระดับโลกต้องดีกว่า แต่ว่าเป็นการแลกเปลี่ยนประสบการณ์แล้วเอามาพัฒนาวงการในประเทศไทย

ทำไมถึงเลือกมาเปิดร้านที่เชียงใหม่  

ถ้าจะกินกาแฟก็อยากให้กินกาแฟร้อนกัน ถ้าไปเปิดในที่ที่อากาศร้อนอยู่แล้วก็น่าจะกินกาแฟร้อนได้ลำบาก เพราะต้องการจะขายคนไทยเป็นหลัก ถ้าไปเปิดที่ภูเก็ตคนอาจจะเยอะ แต่ก็จะเป็นคนต่างชาติ เชียงใหม่เป็นเมืองอากาศเย็น แล้วบรรยากาศชิลๆน่าจะนั่งกินกาแฟร้อนได้ง่าย แล้วก็คนเชียงใหม่ก็กินกาแฟเยอะอยู่แล้ว ก็น่าจะง่ายกว่าที่จะอธิบายอะไรที่เขารู้อยู่แล้วส่วนหนึ่งด้วย

เปิดร้านมานาแค่ไหนแล้ว 

ประมาณ 10 เดือน

เพราะอะไรจึงเน้นจุดขายหลักเป็นกาแฟร้อน  

หลักๆก็อยากให้เป็นกาแฟร้อน เพราะมันจะได้รสชาติมากกว่า ไม่ได้หมายความว่ากาแฟเย็นไม่ดีนะ แต่ถ้าอยากจะชิมรสชาติ กาแฟร้อนมันจะได้รสชาติที่เยอะกว่า เครื่องชงอุตส่าห์เซ็ตอุณหภูมิว่าความร้อนต้องเป็นเท่านี้ ความดันต้องเป็นเท่านี้ พอใส่น้ำแข็ง ก็เหมือนทุกอย่างที่พยายามทำมาให้ตรงจุดก็หายไป มันจะได้รสชาติ ได้ Aroma และ Character ของกาแฟแต่ละตัวมันจะชัดดี

ชื่อร้านมีความหมายอะไร 

Doppio Ristretto เป็นพื้นฐานของกาแฟร้อนแต่ละตัวในร้าน ปริมาณกาแฟจะใช้เป็นสองเท่าของปกติ ถ้าEspressso จะใช้ 30 มิลลิลิตร แต่ Ristretto จะประมาณ 10-15 มิลลิลิตร ซึ่งมันเป็นจุดที่เป็นรสชาติของกาแฟโดยไม่มีอะไรมาเจือปน หลังจากนี้ไปน้ำจะไหลผ่านเศษกากกาแฟ มันจะขมขึ้นตัดรสชาติกาแฟลง แต่ Ristretto ตัวเดียวไม่พอ เพราะแค่ 15 มิลลิลิตรจะน้อยเกินไป เวลาผสมนมเข้าไปรสชาติก็จะอ่อนลง ก็เลยใช้สองเท่า มันจะเปลืองต้นทุนไปหน่อย แต่จะได้รสชาติกาแฟจริงๆมากกว่า จะไม่ค่อยขมเท่าไร แล้วจะเห็นความแตกต่างของรสชาติแต่ละตัวได้ชัดขึ้น  

ในย่านนิมานเหมินท์มีร้านกาแฟเยอะมาก คิดว่าเป็นอุปสรรคหรือไม่ 

คิดว่าถ้าใครอยากกินกาแฟ ก็ต้องนึกถึงที่ที่มีกาแฟขายเยอะอยู่แล้ว เหมือนถ้าซื้อของมือสองก็ต้องไปจตุจักร ถ้าอยากเปิดร้านกาแฟก็ต้องเปิดในย่านที่มีร้านกาแฟเยอะ ดีเลยครับไม่เป็นอุปสรรคอะไร มันก็เหมือนเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง ถ้าลูกค้าชอบแบบนี้เขาก็จะมา

เตรียมตัวที่จะไปแข่งรายการอื่นๆอีกหรือไม่ 

ไม่แน่ใจ แต่ถ้ามีโอกาสก็จะไป แต่ตอนนี้ยังสนุกอยู่กับการเตรียมร้าน เตรียมขายเมล็ดกาแฟมากกว่า ถ้าทำกาแฟก็สามารถแชร์ประสบการณ์ได้แค่คนที่เข้ามาในร้าน แต่ถ้าขายเมล็ดกาแฟก็จะเป็นทั่วประเทศไทย อยากมุ่งไปทางด้านนี้มากกว่า

ปกติชงกาแฟธรรมดาๆแบบกาแฟซอง3in1กินบ้างไหม

ไม่เคยเลย กินแต่พวกที่มีอยู่ในร้าน เพราะต้องชิมอยู่แล้ว จะได้รู้ว่าแต่ละตัวแตกต่างกันอย่างไร

มีคำแนะนำอะไรที่อยากบอกกับผู้สนใจเป็นบาริสต้าบ้าง 

ต้องชอบดื่มกาแฟ ถ้าคนมีหัวทางด้านศิลปะก็จะช่วยด้วย ต้องมีความอดทนในการฝึกซ้อมด้วย แรกๆก็อาจจะน่าเบื่อ เพราะเห็นคนอื่นทำแล้วได้เลย แต่มาปุ๊ปจะให้เก่งเลยก็ไม่ได้ ต้องอดทน ช่วงแรกกาแฟอาจจะขม แต่กินไปจะเริ่มสนุกขึ้นเรื่อยๆ ก็ต้องสนุกกับมัน

วางแผนในอนาคตไว้อย่างไร 

ก็คือเน้นขายเมล็ดพันธ์ ใครซื้อไปกินถ้าสงสัยอะไรก็มานั่งคุยกันที่ร้าน อยากให้เป็นเหมือนแหล่งรวมของคนที่ชอบกาแฟ หรือคนที่ชอบเรื่องอื่นก็ได้ เพราะที่นี่จะมีลูกค้าหลากหลาย มีทั้งทนายความ หมอ และอาชีพอื่นๆอีก เป็นแหล่งที่แชร์ความรู้กันโดยมีกาแฟเป็นจุดร่วม คนนี้กินกาแฟบราซิลแล้วรู้สึกอย่างนี้ อีกคนกินอาจรู่สึกอีกอย่าง เหมือนให้มาสนุกกัน ไม่เชิงให้มาเรียน แต่ให้มาสนุกกับกาแฟด้วยกัน โดยมีกาแฟหลายๆสัญชาติ แบบเกรดสูงสุดของแต่ละประเทศมาให้ลองกันศึกษาดูว่ากาแฟแต่ละแห่งแต่ละพื้นที่เป็นอย่างไร เหมือนกันท่องโลกในด้านกาแฟโดยที่ไม่ต้องเดินทางออกจากประเทศไทย

 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
ขอบคุณที่แวะมาครับ
อะติม

เมล็ดพันธ์แห่งไอเดีย

posted on 07 May 2012 20:12 by samoodpokon  in article  directory Fiction, Diary

 

 

 

 

 

 

 

ไอเดียเจ๋งๆก็เหมือนกับเมล็ดพันธุ์ดีๆ คงไม่อยากเกินไปที่มีไว้ในครอบครอง แต่ถ้าไม่ลองปลูกมันก็ไม่มีทางงอกขึ้นมาได้ เมื่อนำจินตนาการมาเป็นสารตั้งต้นของความฝัน หากจะให้มันเป็นจริงก็ต้องจุดชนวนด้วยการลงมือทำบางสิ่งบางอย่าง ไอเดียจะดีขนาดไหน ถ้าไม่เริ่มต้นทำ ก็เป็นได้แค่ควันจางๆคงไม่มีทางระเบิดสีสันอันตระการตาออกมาให้ชื่นชม

 

 

 

 

 

 

จะคิดไอเดียสุดล้ำทั้งที อาจต้องมีคำตอบในใจด้วยว่า อยากทำอะไร เพื่ออะไร แม้อาจจะยังไม่ชัว แต่อย่างน้อยก็ต้องไม่มืดมัวจนนึกภาพอะไรไม่ออก เหมือนกับการปลูกต้นไม้ จะปลูกไม้ดอกเพื่อความสวยงาม ปลูกผลไม้เพื่อไว้เก็บกิน หรือปลูกไม้ยืนต้นเพื่อให้ร่มเงาก็สุดแล้วแต่ความชอบ เราอาจหาเมล็ดพันธ์พืชใหม่ๆได้ตลอดเวลา แต่ก็ต้องเห็นได้ชัดเจนก่อนว่าจะปลูกพืชชนิดไหน เพื่ออะไร ต้องใช้สถานที่แบบไหน และต้องเตรีมตัวอย่างไร

 

 

 

 

 

 

ดอกไม้จะงดงามได้อย่างไร หากไร้ซึ่งการดูแล ไอเดียดีอย่างเดียวคงไม่พอ แต่ต้องสานต่อด้วยการดูแลอย่างต่อเนื่อง ด้วยการเอาไอเดียเหล่านั้นไปพัฒนา ต่อยอดความคิด และลงมือทำอย่างจริงจัง บางครั้งการนั่งๆนอนอยู่เฉยๆ ก็ยากที่จะทำให้ความคิดสร้างสรรค์บังเกิด ไม่ว่าไอเดียของเราจะยิ่งใหญ่อลังการขนาดไหน หากไม่ทำให้ไอเดียเติบใหญ่ ก็คงเป็นได้แค่ฝุ่นผงในอากาศที่ไม่อาจเป็นจริง

 

 

 

 

 

 

แต่ก็อย่าลืมว่า เมื่อเราหว่านเมล็ดพันธ์ลงดิน ไม่จำเป็นว่ามันจะต้องงอกเงยออกมาเป็นต้นไม้ทุกเมล็ด เพราะทุกไอเดียที่ว่าเด็ด ทุกกลเม็ดที่ว่าแจ่ม ไม่ได้หมายความว่า เมื่อลงมือทำมันแล้วจะได้ผลเสมอไป เมล็ดที่ว่าดี ปลูกออกมาแล้วอาจไม่โต แต่เมล็ดที่ดูไม่ไฮโซ ปลูกออกมาแล้วอาจโตกว่าก็เป็นได้

 

 

 

 

 

 

เราอาจปลูกต้นไม้ร้อยต้นแต่ได้ผลออกมาแค่สิบ หรือปลูกแค่สิบแต่อาจเติบโตได้ถึงร้อย แต่ไม่ว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไรหรือไม่ว่าผลของมันจะออกมาน้อยสักแค่ไหน ตราบใดที่เรายังไม่หยุดปลูก และไม่หยุดดูแล มันคงเติบโตเป็นป่าได้ในสักวัน

 

 

 

 

 

 

 

แต่ก่อนที่จะไปหวังให้ต้นไม้เหล่านั้นกลายป่า อย่าลืมหันกลับมาดูต้นแรกที่ปลูกขึ้นมา

 

 

 

 

แล้วค่อยๆดูแลรักษาให้มันเติบโต  

 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
ขอบคุณที่แวะมาครับ
อะติม 

กลัว

posted on 28 Apr 2012 14:44 by samoodpokon  in article  directory Fiction, Diary

ฉันกลัว ฉันกลัว ฉันกลัว

 

 

 

 

 

 

 

กลัวจนไม่กล้าที่จะทำอะไร ไม่กล้าจะเดินไปไกลเกินกว่าพื้นที่เล็กๆแห่งนี้

 

 

 

 

 

 

 

ข้างนอกนั้นเต็มไปด้วยอันตราย สัตว์ร้ายมากมาย พายุใหญ่ และภัยพิบัติ

 

 

 

 

 

 

 

แม้ว่าจะมีกำลังใจส่งมา แต่น้ำตามันก็ยังไหลออกมาจากดวงตา

 

 

 

 

 

 

 

ความเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะเกิดขึ้น ทำให้ฉันหวั่นไหว ฉันกลัวชีวิตที่ต้องเปลี่ยนไป ร่างกายและจิตใจที่มันอาจอ่อนแอเกินที่จะรับมือได้

 

 

 

 

 

 

 

ฉันอาจจ่อมจมอยู่ในความกลัวจนนานเกินไป การปิดตัวเองอยู่ในพื้นที่ปลอดภัย อาจไม่ได้ทำให้ฉันเอาชนะความกลัวเหล่านี้

 

 

 

 

 

 

 

จะถ่วงเวลาแบบนี้ไปเพื่ออะไร

 

 

 

 

 

 

 

เพราะสุดท้าย ฉันก็ต้องตัดสินใจ

 

 

 

 

 

 

 

 

บางทีฉันคงต้องเงยหน้าขึ้นมา

 

 

 

 

 

 

 

แล้วเผชิญหน้ากับโลกใบนี้เสียที

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ขอบคุณที่แวะมาครับ

อะติม

 

 

 

 หากพูดถึง“เกมกระดาน” หรือ “บอร์ดเกม” เราอาจคุ้นเคยกับเกมแบบดั้งเดิมอย่างเกมเศรษฐี เกมงูตกบันได หรือเกมหมากกระดานสุดคลาสสิกอย่างหมากรุก

 

Monopoly หรือ เกมเศรษฐี 

 

 

พอพูดถึงเกมเศรษฐี บางคนอาจเริ่มรู้สึกเบื่อ ด้วนความที่ตัวเกมต้องเพิ่งพาดวงมากไปสักเล็กน้อย ถ้าดวงซวยทอยลูกเต๋าออกมาไม่ดีแพ้เอาง่ายๆ หรืออยู่ดีๆได้ไพ่ “ล้มละลาย” ก็กลายเป็นคนแพ้ไปซะอย่างนั้น

 

 

แต่หากพูดถึงเกมกระดานสมัยใหม่ เราคงนึกสงสัยและคิดอยู่หลายตลบว่ามันเป็นอย่างไร เพราะที่เคยเห็นผ่านตา ก็มีแต่เกมที่ได้กล่าวไปแล้วข้างต้น ที่สำคัญ เนื่องจากในเมืองไทยเกมกระดานสมัยใหม่ยังไม่ค่อยเป็นที่รู้จักและแพร่หลายมากนัก

 

 

 เกม Ticket to Ride : แข่งขันกันสร้างทางรถไฟให้ยาวที่สุด 

 

 “บอร์ดเกมสมัยใหม่” เริ่มเป็นที่แพร่หลายมากขึ้น เมื่อ คลอส ทอยแบร์ (KLAUS TEUBER) นักออกแบบเกมชาวเยอรมัน ได้คิดค้นเกม Settlers Of Catan ขึ้นมาเมื่อประมาณปี 1995 ซึ่งเกมนี้ได้จุดประกายให้คนสนใจเกมวางแผนแบบเยอรมันอย่างกว้างขวาง เป็นส่วนสำคัญที่ช่วยผลักดันให้บอร์ดเกมสมัยใหม่ได้รับความป๊อบปูล่าไปทั่วโลกในหมู่ผู้ชื่นชอบเกมกระดาน โดยทำยอดขายมากกว่า 15 ล้านกล่อง และถูกแปลเป็นภาษาต่างๆอีก 30 ภาษา 

 

Settlers Of Catan  

  

เกมกระดานยุคใหม่ได้พัฒนารูปแบบและวิธีการเล่นอย่างหลากหลาย เราอาจได้สนุกสนานกับการทำฟาร์มปลูกผัก ออกผจญภัยกับเรือโจรสลัด หรือเร้าใจไปกับเกมสงครามแย่งชิงดวงดาว เกมบางเกมชนิดอาจมีทั้งแบบซับซ้อนและเรียบง่าย  หากได้ลองดูสักครั้ง คุณอาจจะอุทานออกมาดังๆว่า “มีเกมแบบนี้ด้วยเหรอเนี่ย”

 

 

 

 

 เกม Agricola : แนวทำฟาร์ม ปลูกผัก เลี้ยงสัตว์ สร้างบ้าน 

 

 

หลายๆบอร์ดเกมยอดฮิต มีสีสันและลูกเล่นที่สะกิดใจผู้เล่นหน้าใหม่ได้ไม่น้อย มีการออกแบบอุปกรณ์ที่ดูสวยงามน่าหยิบจับและเหมาะสำหรับเก็บสะสม อีกทั้งยังมีเนื้อเรื่องน่าสนใจที่สอดรับไปกับวิธีการเล่น เช่น Twilight Struggle ที่มาในธีมสงครามเย็น ซึ่งเราจะได้รับบทบาทเป็นมหาอำนาจอย่างโซเวียต และอเมริกา เพื่อแข่งขันกันในด้านการสะสมอาวุธ เทคโนโลยีอวกาศ เศรษฐกิจ และสร้างอิทธิพลในทวีปต่างๆ

 

    Twilight Struggle  เกมวางแผนที่มาในธีมสงครามเย็น

 

 

                เกมบางเกมยังมีความเชื่อมโยงกับความรู้ในหลากหลายมิติ ทั้งทางด้านวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เศรษฐกิจ เป็นต้น เช่น เกม Brass จะพาคุณเดินทางไปยังประเทศอังกฤษในยุคศตวรรษที่ 19 พร้อมกับเรื่องราวของการปฏิวัติอุตสาหกรรม โดยคุณจะได้รับบทบาทเป็นเจ้าของธุรกิจ ที่จะต้องทำการค้า สร้างโรงทอผ้า ขนส่งถ่านหิน ผลิตแร่เหล็ก เพื่อแข่งขันกับนักธุรกิจคนอื่นๆ   

เกม Brass กับบรรยากาศยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม  

 

  

ในยุคที่เกมคอมพิวเตอร์กลายเป็นความบันเทิงที่ทรงอิทธิพลต่อเด็กๆ การเล่นบอร์ดเกมอาจทำให้พวกเขาได้เปิดโลกใบใหม่ ได้พบเจอกับผู้เล่นที่มีตัวตน อาจมีแกล้งกันบ้าง โวยวายบ้าง แต่ก็ได้เล่นกับคนจริงๆ มีปฏิสัมพันธ์ต่อกัน และสุดท้ายก็นำไปสู่มิตรภาพระหว่างผู้เล่น นี่จึงเป็นเสน่ห์ของบอร์ดเกมสมัยใหม่ซึ่งได้อะไรมากกว่าการนั่งจมกับคีย์บอร์ดและหน้าจอมอนิเตอร์อยู่กับบ้านคนเดียว

 

 

และเมื่อไม่นานมานี้ ผู้เขียนเองก็เพิ่งทราบว่า คุณสฤณี อาชวานันทกุล นักเขียนชื่อดัง ก็เป็นผู้ที่ชื่นชอบการเล่นบอร์ดเกมด้วยเช่นกัน และเธอเองก็สะสมเกมกระดานเอาไว้กว่า 100 เกมเลยทีเดียว

 

 

หากใครอ่านมาถึงตรงนี้แล้วเริ่มรู้สึกสนใจ คันไม้คันมืออยากจะไปลองหยิบจับเกมเหล่านี้บ้าง ในกรุงเทพก็มีร้านบอร์ดเกมอยู่หลายแห่งให้ท่านได้ลองไปแวะเวียนเยี่ยมชม ได้แก่ ร้านลานละเล่น ใกล้ ม.มหิดล ศาลายา, ร้านPolar Board Game ที่ CDC และ ร้าน Battlefield Bangkok ซอยสุขุมวิท 101 ซึ่งเป็นศูนย์กลางแหล่งใหญ่ที่จัดกิจกรรมแข่งขันกันบ่อยๆ ส่วนที่เชียงใหม่ก็เพิ่งมีร้านเปิดใหม่ชื่อว่า Playspace Boardgame Café บริเวณถนนด้านหลัง ม.เชียงใหม่ 

 

 

 

สุดท้ายนี้ก็แล้วแต่คนชอบ ว่าเกมประเภทไหนจะเหมาะกับตน บางคนอาจชอบเกมง่าย บางคนอาจชอบเกมที่ต้องใช้ความคิดมากสักหน่อย แต่อย่างน้อยเราก็คงได้รู้แล้วว่า“เกมกระดาน”มีอะไรใหม่ๆมากกว่าเกมเศรษฐีที่เราคุ้นหน้าคุ้นตา หากมีโอกาส ลองซื้อหามาเล่นกันดู แล้วจะได้พบกับ“ความสนุก”ในรูปแบบใหม่ที่ไม่ซ้ำใคร แล้วจะติดใจจนไม่อยากลุกจากเก้าอี้  

 

 

 

 

หาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ (WWW.BOARDGAMEGEEK.COM) มีทั้งข้อมูลเกี่ยวกับบอร์ดเกม บริษัทผู้ผลิตบอร์ดเกมทั่วโลก และข้อมูลเรื่องราคา ให้เลือกซื้อมาเล่นกันได้ตามอัธยาศัย

 


 

ข้อมูลอ้างอิง  http://www.sarakadee.com/2011/09/29/goodbye-monopoly/

 ภาพประกอบจาก Google.com

 

 

 

 

 

 

 

หากใครอยู่เชียงใหม่ และอยากลองมาสัมผัสบรรยากาศการเล่นเกมกระดาน

แวะมาได้ที่นี่  http://www.facebook.com/PlaySpaceCM   เจ้าของร้านเป็นรุ่นพี่ผมเอง(ฮา)

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ขอบคุณที่แวะมาครับ

อะติม

สงกรานต์มาแล้ว

posted on 13 Apr 2012 06:15 by samoodpokon  in Event  directory Diary
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
สุขสันต์วันสงกรานต์ครับ
 
มาสาดน้ำกันดีกว่า 
 
 
SurprisedSurprisedSurprised
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
ขอบคุณที่แวะมาครับ
อะติม

รูปวาดของฉัน

posted on 12 Apr 2012 12:27 by samoodpokon  in Cartoon  directory Fiction, Cartoon, Diary

 

 

 

 

ตอนเด็กฉันชอบวาดรูป

 

 

 

 

ต้นไม้ ท้องฟ้า ปลา ดอกไม้ ฉันวาดสิ่งต่างๆนานารอบกาย ตามที่ใจฉันต้องการ

 

 

 

 

วันหนึ่ง มีคนบอกฉันว่า รูปต่างๆที่ฉันวาดนั้น มันไม่สวยเอาเสียเลย

 

 

 

 

ฉันได้แต่นั่งเสียใจ ว่าฉันมันไม่เอาไหน แล้วเลิกวาดรูปในทันที

 

 

 

 

เวลาผ่านไปนับปี กระดาษ ปากกา ดินสอสี ที่ฉันเคยใช้ ได้ถูกเก็บไว้ ไม่ให้เห็นเดือนเห็นตะวัน

 

 

 

 

แต่เมื่อเวลาเปลี่ยนผัน ฉันได้เรียนรู้ ได้เข้าใจ และเปลี่ยนแปลงความคิดใหม่

 

 

 

 

ฉันจะเสียใจทำไม ที่ฉันวาดรูปไม่สวยเหมือนใครๆ

 

 

 

 

ในเมื่อฉันเพียงอยากวาดมันออกมาจากใจ

 

 

 

 

ฉันต้องการสื่อสาร ความคิด และตัวตนของฉัน ผ่านภาพวาด

 

 

 

 

ฉันหยิบดินสอสี ปากกา ขีดเขียนลงบนกระดาษ

 

 

 

 

ก่อเกิดเป็นภาพ ที่แม้จะไม่สวยงาม แต่ทว่า เต็มไปด้วยความเอาใจใส่ ความตั้งใจ รอยยิ้ม

 

 

 

 

 

ถึงแม้จะไม่มีใครสนใจ แต่ฉันจะยังวาดต่อไป  ตราบใดที่หัวใจต้องการ และยังสนุกสนานกับมัน

 
 
 
....
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
ขอบคุณที่แวะมาครับ
 
อะติม

Interview02- Spirit is Art.

posted on 05 Apr 2012 12:32 by samoodpokon  in Interview  directory Lifestyle, Diary, Idea

 

 

 

จากการเห็นพื้นที่ว่างข้างบ้านและต้องการนำพื้นที่มาจัดกิจกรรมให้เกิดประโยชน์ ได้กลายมาเป็นจุดเริ่มต้นที่นำไปสู่พิพิธภัณฑ์จิตวิญญาณร่วมสมัยแห่งศตวรรษที่ 31(31st Century Museum Contemporary of Spirit) ซึ่งก่อตั้งโดย อ.คามิน เลิศชัยประเสริฐ ที่ต้องการเสนอทางเลือกในการสร้างพื้นที่ทางวัฒนธรรม ว่าไม่จำเป็นต้องยึดติดกับสถานที่อันใหญ่โต สถาบันทางสังคม หรือ ปัจจัยทางธุรกิจ

 

 

 

 

กลางสนามรูปวงกลมแห่งนี้ หากมองในมุมมองนกที่บินผ่าน จะเห็นตู้คอนเทนเนอร์แปดตู้เรียงกันเป็นรูป 31 ซึ่งภายในถูกบรรจุด้วยผลงานและกิจกรรมทางศิลปวัฒนธรรม ถ้าหากมองโดนผิวเผินแล้วอาจเป็นแค่ผลงานศิลปะธรรมดาๆ เช่น ภาพเขียน รูปถ่าย ผลงานจำลอง หรือ เรื่องเล่าของเหตุการณ์ แต่ถ้าหากพิจารณาผลงานแต่ละชิ้นโดยละเอียดแล้ว เราจะเห็นถึงคุณค่าและจิตวิญญาณที่ส่งผลต่อสำนึกทางความคิด ซึ่งผู้ชมจะสามารถซึมซับประสบการณ์และสามารถเข้าใจในคุณค่าหรือเข้าใจในความหมายบางอย่างของความเป็นมนุษย์ได้มากขึ้น

 

 

 

 

นอกจากนี้ในแต่ละตู้ประกอบด้วยห้องต่างๆอีกหลายห้อง เช่น ห้องสมุด ห้องฉายหนัง ห้องชาและห้องนั่งสมาธิ และในบางครั้งพื้นที่นี้ก็จะกลายพื้นที่จัดกิจกรรม โดยผู้ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านอาสามาแบ่งปันความรู้ด้านต่างๆ เช่น  สอนศิลปะ ปั้นเซรามิค ดนตรี โดยกิจกรรมทั้งหมดนั้นไม่คิดค่าใช้จ่ายใดๆกับผู้เข้าร่วมเลย

 

 

 

 

ทั้งหมดนี้อาจเป็นเพียงตัวอย่างให้เห็นภาพในมุมกว้างของสถานที่แห่งนี้เท่านั้น เราจะลองเดินทางเข้าไปให้ลึกขึ้นในจิตใจ แล้วมาหาคำตอบเพื่อค้นหาความหมายของจิตวิญญาณร่วมสมัยผ่านการสนทนาไปกับ อ.คามิน เลิศชัยประเสริฐ

 

 

 

 

จิตวิญาณร่วมสมัยคืออะไร?

Spirit เหมือนกับเราเป็นนักกีฬา เวลาเราเล่นแพ้ เราก็รู้จักว่าเราแพ้ เวลาเราชนะก็มีน้ำใจนักกีฬา แพ้ก็มีน้ำใจนักกีฬา เหมือนกับเป็นมารยาทสังคมที่ร่วมสมัย เป็นสำนึกทางสังคม เป็นความเสียสละ ความรักความเมตตา ความดีงามต่างๆ ที่เราไม่ได้คิดเพื่อตัวเอง สำหรับผมแล้วอันนี้คือ Contemporary spirit ซึ่งมันอยู่ในชีวิตประจำวันทั่วไปของเราทุกคน

ไม่เหมือนกับ Spirit ทางศาสนา เช่น ผี แต่มันเป็นอะไรที่ร่วมสมัย อะไรที่อยู่ในกิจกรรม ชีวิตประจำวันของมนุษย์ การมีน้ำใจ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ การให้อภัย ความมีเมตตา สำนึกเพื่อส่วนรวม เพื่อสังคม สิ่งเหล่านี้ที่มันเกิดในชีวิตประจำวัน คือ Contemporary spirit

 

 

 

 

ทำไมจึงต้องเป็นศตวรรษที่ 31?

เพราะว่าในศตวรรษนี้มันหายไปแล้ว มันไม่ค่อยมี หรือมันอาจจะมีแต่เรามองไม่เห็น และผมใช้ศตวรรษที่ 31 เพราะว่ามันเกิดขึ้นจากที่ผมไปแสดงงานที่ 21st Century Museum of contemporary  Art แต่ของผมเปลี่ยนมาเป็น 31st Century Museum of Contemporary Spirit แทนที่จะใช้คำว่า Art ผมเปลี่ยนมาเป็น Spirit เพราะในโลกอนาคตผมคิดว่า Spirit มันคือ Art ศิลปะจะไม่มีคุณค่าเลย ถ้าขาด Spirit ปราศจากความดีงาม ความเมตตา ความเผื่อแผ่เพื่อนมนุษย์ เพื่อส่วนรวม ถ้าศิลปะมันทำเพื่อตัวเอง เห็นแก่ตัว ศิลปะจะไม่มีประโยชน์ มันจะเป็นแค่รูปเขียน ผมเลยล้อเล่นว่า ศิลปะในสมัยนี้มีแต่ความเห็นแก่ตัว มีแต่เพื่อตนเอง มันขาดการคิดเพื่อนสังคมหรือเพื่อคนหมู่มาก ผมเลยคิดว่าในโลกอนาคต หัวใจของศิลปะนั้น มันคือตรงนี้ คือ Contemporary Spirit ไม่ใช่เรื่อง Aesthetic (ความงาม) อีกต่อไป ไม่ใช่การเขียนให้สวยหรืองาม อันนั้นเป็นส่วนหนึ่ง แต่ไม่ใช่ทั้งหมด ส่วนทั้งหมดมันจะมาโฟกัสที่ การทำเพื่อส่วนรวม เป็นความงาม ความดีความจริง ที่เป็นเรื่อง Abstract เรื่องจิตใจ เรื่องคุณค่าที่เป็นนามธรรม มากกว่าคุณค่าที่เป็นรูปธรรมเหมือนสมัยก่อน

 

 

 

 

นั่นหมายความว่า ศิลปะจะไม่ได้เป็นแค่ภาพวาด หรือ แค่ปฏิมากรรมอีกต่อไป

 

มันอยู่ที่พฤติกรรม แต่มันถูกแสดงออกมาเป็นรูปแบบ อาจจะเป็นรูปแบบโบราณ Tradition เช่น painting รูปเขียน รูปปั้น หนัง วีดิโอ แบบนี้ก็ได้ แต่จริงๆแล้วสาระของมันไม่ได้อยู่ที่รูปแบบหรือเทคนิค แต่สาระของมันอยู่ที่ตัวความคิดของคนทำว่าเขามีเจตนาเพื่อตัวเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวหรือว่าเพื่อประโยชน์ส่วนรวม หรือว่าเพื่อจะแบ่งปันความรัก ความคิดสิ่งที่เป็น Positive thinking เป็น Positive energy ให้กับคนอื่น

อาจจะทำเพื่อตัวเองก็ได้ แต่มันมีเจตนาอะไรที่ดี เป็นแบบอย่างให้เกิดองค์ความรู้กับสังคมได้เรียนรู้ แบ่งปันองค์ความรู้ ไม่จำเป็นต้องมีมูลค่าราคาแพง แต่เป็นแค่เจตนาดีก็ได้ อันนี้ผมว่าสำคัญในการสร้าง Object หรือในการดำเนินชีวิตประจำวัน เป็นหัวใจที่มันจะทำให้สังคมมันขับเคลื่อนได้ ไม่ใช่ทุกอย่างเป็นธุรกิจ เห็นแก่ตัว ไม่ว่าจะเป็นนักการเมือง นักธุรกิจ หรือนักวัฒนธรรม ถ้าคิดแต่เรื่องพวกพ้องหรือเรื่องผลประโยชน์ส่วนตัว ผมว่าสังคมพัง

 

 

 

 

จากความหมายที่อาจารย์ได้บอกมา การดำเนินชีวิตของคนทั่วไป ก็นับว่าเป็นงานศิลปะได้ 

ในโลกอนาคตนี่แน่นอน หรือตอนนี้ก็เริ่มเป็นแล้ว แต่ไม่ถูกยอมรับ ในวงการศิลปะเราก็เริ่มเห็นคุณค่าตรงนั้น แต่ยังไม่ถูกยอมรับในวงกว้าง แต่อาจเป็นแค่ 5% หรือ 10%ของคนที่ทำงานศิลปะ หรือในวงการศิลปะ คนยังติดอยู่กับเรื่อง Object อยู่ เรื่อง Aesthetic (ความงาม) แบบโบราณอยู่ แต่ในโลกอนาคต อันนี้จะเป็น 100% ทุกคนจะเห็นและเข้าใจมัน เหมือนเวลาเราไปดูภาพเขียนแนว Abstract แล้วเราเข้าใจ

 

 

 

 

ผลงานชิ้นต่างๆที่อาจารย์นำมาจัดแสดง ก็เลือกมาจากหลักเกณฑ์ที่อาจารย์บอกมา  

ใช่ ใช้หลักเกณฑ์นี้ แต่ที่เลือกมานั้นต้องการให้มันเป็นแบบอย่างของประสบการณ์ชีวิตผม เพราะว่าสิ่งที่ผมเลือกมามันเป็นประสบการณ์ที่สอนให้ผมเข้าใจคุณค่าของความเป็นมนุษย์ในแต่ละช่วงอายุของผม และเมื่อมันสอนผม ผมคิดว่ามันก็จะให้คุณค่าแบบเดียวกันกับคนอื่นๆเหมือนกัน ที่มีประสบการณ์คล้ายๆกับผม ดังนั้นผมก็เลยเลือกจากประสบการณ์ทั้งหมดจากชีวิตจริง จากคุณค่าจริงๆ แต่ไม่ได้เลือกด้วย Aesthetic ของศิลปะแบบโบราณ หรือเลือกตามชื่อเสียง ถ้ามีชื่อเสียงแต่ไม่มีผลงาน ไม่มีคุณค่าเรื่อง Contemporary Spirit ผมก็จะไม่เอา คือก็จะเลือกโดยใช้หลักเกณฑ์นี้เป็นหลัก ถ้าลองอ่านรายละเอียดทุกชิ้น เราจะสัมผัสได้ถึงคุณค่าตรงนั้นที่มันปรากฏอยู่ในตัวObjectหรือกิจกรรมที่ทำให้เกิด Object หรือกิจกรรมที่ทำให้เกิด Object

 

 

 

 

กิจกรรมทางศิลปะทางวัฒนธรรม คืออะไร?

ก็เหมือนกับกิจกรรมCreative Sharing (พื้นที่จัดกิจกรรม สอนศิลปะเด็ก วาดเส้น เซรามิค ดนตรี โดยอาสาสมัคร ผู้ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านและมีความคิดที่อยากจะแบ่งปันองค์ความรู้ กิจกรรมทั้งหมดนั้น เป็นกิจกรรมที่เกิดขึ้นโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น สำหรับผู้เข้าร่วม) แทนที่เราจะเก็บเงินเขา เราก็ไม่เก็บ แทนที่เราจะจ่ายให้เขามาสอนเราก็ไม่ได้จ่าย เราเป็นแค่ตัว Body ที่ Transform ให้คนมาเจอกันแล้วก็แลกเปลี่ยนคุณค่าที่เขามี คนมาสอนก็มีคุณค่าที่อยากจะแบ่งปัน คนมาเรียนก็ได้รับความรู้สึกที่ดี ไม่ใช่มาเพราะว่าต้องเสียเงินแพง คือมันเป็น Knowledge หรือ เป็น Positive Energy ที่เรามาแลกหรือว่าแบ่งปันกัน แล้วผมว่าสังคมมันต้องมีพื้นที่แบบนี้เยอะๆ ไม่ใช่แค่สังคมแต่ยังรวมไปถึงตัวเราเองด้วย เวลาเราทำอะไร เราควรจะคิดแบบนี้เยอะๆ ถ้าเราเหลือแล้วปากท้องอิ่มเราควรคิดเรื่องตรงนี้ เพราะว่าเหมือนกับคุณกินแล้วไม่ถ่ายออก คุณมีรายได้แล้วคุณไม่แบ่งปันสังคม ก็เหมือนคุณกินแล้วไม่ได้ขี้ คุณก็จะอ้วนไขมันอุดตัน แล้วคุณก็จะตายเร็ว แต่คนไม่เข้าใจ อันนี้คือระบบธรรมชาติ ไม่ใช่ว่าคุณรับอย่างเดียว แต่คุณต้องให้ คุณยิ่งรับแต่ไม่ให้คุณยิ่งเป็นโรคภัยเยอะแยะ แต่ถ้าคุณรับมากแล้วคุณปล่อยออกไป คุณก็จะว่าง ตัวคุณเป็นแค่ตัว Transform เหมือนตู้คอนเทนเนอร์ เป็น Station เป็นแค่ที่ Transform เป็นที่แค่ให้คนที่มีกิจกรรม ที่แค่เค้าอยากจะให้มาให้ อยากมารับก็รับ แลกกัน มันก็จะถ่ายเท สังคมมันก็จะขับเคลื่อนได้

 

 

 

 

ดังนั้นที่นี่ก็จะไม่เหมือนกับพิพิธภัณฑ์อื่นๆที่เราพบทั่วไป 

อันนี้ไม่ใช่พิพิธภัณฑ์แต่มันเป็น Station ถ้าคุณอ่านดีๆจะมีวงเล็บคำว่า Station แปลว่าสถานี ที่พัก เหมือนป้ายรถเมล์ มันเป็น Station มันมีหลายๆป้าย แค่หยุดพักแล้วไปที่อื่นต่อ พิพิธภัณฑ์ที่แท้จริงคือตัวเรา ที่ผมใช้คำว่า Our body, Our museum นั่นคือพิพิธภัณฑ์ที่แท้จริงคือตัวคุณ ตัวผม ตัวทุกคน ทำยังไงให้มนุษย์ทุกคนตระหนักถึงคุณค่าในตัวเขา เคารพความคิด ความเชื่อตัวเอง แล้วก็เคารพความคิดความเชื่อคนอื่นเหมือนกับที่เขาเคารพตัวเอง สังคมมันถึงจะขับเคลื่อนได้ ปัญหาของสังคมตอนนี้คือคนไม่เคารพตัวเอง แต่ไปตามแฟชั่น ตามสังคมบริโภค ตามทุนนิยม ตัวเองไม่มีรายได้แต่อยากใส่เสื้อผ้าราคาแพง อยากถือกระเป๋าแพงๆ ไม่มีความเหมาะสม ไม่มีความเคารพตัวเอง ไม่มีจิตสำนึกในการเคารพตัวเอง สถานที่นี้ตั้งขึ้นเพื่อที่จะทำให้เราเรียนรู้คุณค่าของตัวเอง แล้วก็คุณค่าที่จะแบ่งปันคนอื่น ผมว่าสังคมมันจะขับเคลื่อนได้ถ้าทุกคนเคารพตัวเอง ไม่ใช่แดงพูดทีตามแดง เหลืองพูดที่ตามเหลือง เขียวพูดที่ตามเขียว คือไม่มีใครตามตัวเองเลย ให้คนอื่นๆชักใยตลอด เราต้องวิเคราะห์ บางครั้งแดงถูก บางครั้งแดงผิด บางครั้งเหลืองถูกบางครั้งเหลืองผิด เราต้องแยกให้ออก เราคือประชาชน เราคือตัวเราเอง ทำยังไงให้สังคมมันขับเคลื่อนได้ ก็คือต้องให้การศึกษา แล้วการศึกษาที่สำคัญที่สุดคืออะไร คือให้เค้ารู้จักตัวเค้าเอง การศึกษาที่สำคัญที่สุดคือให้มนุษย์เคารพคุณค่าของตัวเอง เขาถึงจะเริ่มเรียนรู้ที่จะเคารพคุณค่าของคนอื่น สังคมจึงจะไปต่อได้ แล้วจะไม่ถูกหลอก แล้วทุกคนจะมีวัคซีนป้องกันมายาคติ

 

 

 

 

ศิลปะ ศาสนา วิทยาศาสตร์ มีความเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร?

ที่จริงมันคือตัวเดียวกัน แต่มันถูกเรียกและอธิบายต่างกัน มีคุณสมบัติในการค้นหาความหมายของคุณค่าของกิจกรรมมนุษย์ที่เฉพาะทาง แต่ที่สุดแล้วมันคือตัวเดียวกัน คือกระบวนการที่จะเรียนรู้ที่จะเข้าใจธรรมชาติ แล้วทุก Generation มันก็คือองค์ความรู้ที่ก้าวข้ามประสบการณ์ในอดีต ทุกศาสตร์มันเป็นอย่างนั้น ทุกศาสตร์คือ creative แต่อาจไม่ได้เรียกว่าศิลปะ แต่เรียกว่าสร้างสรรค์ สร้างสรรค์เพื่ออะไร เพื่อการอยู่รอดของมนุษย์ อยู่รอดอะไร เพื่อเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ สำหรับผมว่ามันไม่ต่างกัน วิทยาศาสตร์ ศาสนา ศิลปะ ปรัชญา ทุกอย่างเป็นเรื่องเดียวกัน ถ้าไม่ได้ถูกรับใช้มนุษย์ สิ่งเหล่านี้ก็ไม่เกิดขึ้น มันคือกระบวนการในการเรียนรู้จากความจริงอันเดียวกัน

 

 

 

 

แต่ว่าวิธีการอาจจะต่างกัน

 

ใช่ วิธีการในแต่ละยุคมันต่างกัน แต่ในยุคเราหรือในอนาคต มันเริ่มBlend ฟิสิกส์เริ่มเอาปรัชญาพุทธเข้าไป วิทยาศาสตร์เริ่มเอาปรัชญาพุทธเข้าไป ศิลปะเริ่มเอาปรัชญาหรือเอาศาสนาเข้ามาใช้ ไม่ใช่แค่ตัวไอเดีย แต่เอา Processของศาสนาเข้ามา ปรัชญาก็เริ่มเอาวิทยาศาสตร์เข้าไปหรือเอาศาสนาเข้าไป ไม่ใช่แค่คิดอย่างเดียวแต่ต้อง Practices ด้วย คือมันเริ่ม Blend กันทุกเรื่องแล้วตอนนี้ แล้วมันก็จะเป็นอย่างนั้นมากขึ้น แล้วในอนาคตมันก็จะกลับไปที่เดิม เพราะมันมาจากอันเดียวกัน คือ Knowledge ที่พยายามจะ Survival ที่จะอยู่รอดของมนุษย์ แล้วตอนนี้สังคม ภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ ที่เรามีผลกระทบเรื่องอากาศ สภาพแวดล้อม สงคราม เศรษฐกิจ การขาดแคลนอาหาร มันกับมาที่จุดเดิม ต้องSurvivalใหม่ ตอนนี้มันก็เหมือนกับ Big crush คือพอมี Big Bang แล้วมันก็จะเกิด Big Crush แล้วตอนนี้มันกลับมาที่ Big Crush คือมันจะต้องรวมเป็นหนึ่ง ด้วยวิถีของมันแล้วมันกำลังกลับเข้ามา

 

 

 

 

ทำไมจึงต้องสัมภาษณ์ผู้มาเยี่ยมชมที่นี่ว่า “คุณมีความคิดเห็นยังไงเกี่ยวกับโลกใบนี้?” และ “หากมีพรวิเศษหนึ่งข้อคุณจะขออะไรให้กับโลกใบนี้?”

ทุกกิจกรรมของมนุษย์ ส่วนมากมันก็จะมีแต่คนทำ เหมือนอย่างที่บอก เราลืมให้คนอื่นมีส่วนร่วมในกิจกรรมนั้นๆ หรือเราลืมเคารพคนอื่นๆ และผมคิดว่าการทำแบบนี้เหมือนกับว่าทุกคนกำลังเปลี่ยนโลกใบนี้ Share Positive Energy เข้ามาในพื้นที่ตรงนี้ ทุกคนเป็นส่วนหนึ่งของสังคมโลก ทุกคนก็มีสิทธิ์ที่จะมองโลกและอยากให้มันเป็นอย่างไร คำถามพวกนี้จะเหมือนพลังงานบวกที่มันถูกสะสมเอาไว้ว่าทุกคนจะคิดอะไรออกมา ซึ่งตรงนี้มันคือพลังงานบางอย่างและมันจะขับเคลื่อนได้จริง คือผมสนใจ Vibration บวก มันไม่ใช่แค่กิจกรรมอย่างเดียว มันรวมถึงวิธีคิดบวก ตรงนี้มันทำให้ทุกคนเป็นส่วนหนึ่งของโลกใบนี้จริงๆ และส่วนหนึ่งของที่นั่น เค้าเป็นศิลปินที่จะแสดงทัศนะคติต่อโลกใบนี้

ทุกคนที่เข้ามาและให้สัมภาษณ์ ทุกคนเป็นส่วนหนึ่งที่จะสร้างโลกใบนี้ด้วยกัน ถ้าความคิดที่ดีมันอาจจะส่งผลในวงกว้างก็ได้ สมมุติว่านายกรัฐมนตรีมาฟัง หรือ ประธานาธิบดีสหรัฐมาฟัง แล้วเห็นว่าความคิดนั้นดี เขาอาจเอาความคิดนี้ไปใช้ หรือ นักเขียนมาฟังแล้วเอาไปเขียนต่อ ขยายออกไป เราไม่รู้เลยว่าอะไรจะเกิดขึ้น บางคนพูดแล้วผมเชื่อว่าดีมากเลย ให้อิทธิพลกับผม ผมเอาไปทำงานศิลปะ คิด Project ใหม่ๆ เพราะคำพูดแค่ประโยคเดียวก็เป็นไปได้ คนมาเห็นผลงานของผมก็ประทับใจ

อย่าประมาทสิ่งเล็กๆแบบนี้ ถ้าเรามีเจตนาบริสุทธิ์ มันสามารถส่งพลังงานบางอย่างได้ เหมือนพลังงานไฟฟ้าที่มีอยู่ ถ้าคุณตั้งคลื่นรับดีๆคุณก็เอามาใช้ได้ คุณตั้งคลื่นรับดีๆคุณฟังวิทยุได้ คุณเห็นไหมว่ามีพลังงานตั้งเยอะแยะ Positive Thinking นี่ก็คือพลังงานอย่างหนึ่ง อันนี้จะทำให้โลกใบนี้หมุนได้ แต่คนส่วนมากไม่เชื่อ ถ้ามี Internet ทุกคนเชื่อ แต่ในโลกปัจจุบันทุกคนเริ่มเข้าใจสิ่งที่ผมพูดเพราะอะไร เพราะมันเป็น Contemporary Spirit มันถูกเชื่อมโยงและอธิบายด้วยความเป็น Technology ผมกำลังสร้างคลื่นให้ทุกคนปรับช่องมารับคลื่นนี้ให้ได้ แล้วผมเชื่อว่าทุกคนมีพลังงานบวกแล้วมันจะมาผสมกัน คุณก็เป็นอีกคนหนึ่งที่จะสร้างช่องทางให้ทุกคนรับพลังงานบวกนี้ไปด้วยเช่นกัน       

 

 

http://www.facebook.com/31century

 
 
 
 
 
 
ขอบคุณที่แวะมาครับ
 
อะติม
ขอเปิดSectionใหม่ของบล๊อคข้าพเจ้าในหัวข้อ Interview
 
 
 
 
 
 
 
ขอกล่าวอย่างรวบรัดถึงที่มา
ด้วยความคิดที่ว่า อยากลองหาประสบการณ์ใหม่ๆ ด้วยการออกไปพบเจอผู้คน เพื่อพูดคุย สนทนา และแลกเปลี่ยนความคิดเห็น น่าจะทำให้เราได้พบเจอประสบการณ์ใหม่ๆ ไอเดียดีๆ หรือได้แรงบันดาลเพื่อสร้างไฟในการดำเนินชีวิต ก็เลยนำมาสู่หัวข้อ Interview อันนี้
 
 
 
 
 
เพื่อที่จะได้นำเรื่องราว การใช้ชีวิต มุมคิดน่าสนใจ และนำแรงบันดาลใจดีๆมาแบ่งปันกัน
 
 
 
 
 
 
 
เกริ่นมาเสียยืดยาว เอาเป็นว่า ไปอ่านกันเลยดีกว่าเนอะ ^^
 
 
 
 
 
 
 
 
.......................................................................................................................................
 
 
 
 
 
เภสัชกรราตรี กับยาดีที่ต้องใช้สายตาชม
 
 
 
 

หากต้องกรอกแบบสอบถามว่ามีอาชีพอะไร ชายคนนี้อาจจะต้องคิดหนักสักหน่อย เพราะเขาคนนี้สวมหมวกอาชีพเอาไว้หลายใบเลยทีเดียว

เส้นทางชีวิตของหนุ่มชัยนาทที่ออกเดินทางจากเมืองหลวง ท่องเที่ยวหาประสบการณ์ จนตัดสินใจมาลงหลักปักฐานในจังหวัดเชียงใหม่ บดินทร์ เทพรัตน์ ใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางบรรยากาศอันเต็มไปด้วยสีสันในยามราตรี เขาจะประจำการอยู่ที่ร้านปันยา (Midnight Pharmacy) ร้านขายยาที่เปิดตั้งแต่เย็นย่ำไปจนถึงรุ่งเช้า นอกจากเป็นเจ้าของร้านยาแล้ว เขายังเป็นคอลัมนิสต์ และผู้ก่อตั้ง"ปันยามูฟวี่คลับ"(Punya Movieclub) กิจกรรมฉายหนังเล็กๆที่คนชอบดูหนังให้ความสนใจไม่น้อย

วันนี้เราจะมาพูดคุยกับเขา เรื่องราวจะสนุกสนานแค่ไหน เชิญรับชมได้ ณ บัดนี้

 

เริ่มเปิดร้านมานานหรือยัง?

เปิดร้านได้สองปีครึ่งแล้ว เริ่มเปิดเมื่อ 14 กุมภาพันธ์ 2552

จุดเริ่มต้นที่ทำให้ย้ายมาอยู่เชียงใหม่คือ?

เบื่อกรุงเทพเลยย้ายมาอยู่เชียงใหม่ เพราะอยู่กรุงเทพมาหลายปีจนเห็นความเปลี่ยนแปลงที่มันเลวร้ายลง เลยคิดว่าคงอยู่ต่อไปไม่ไหวแล้ว ถ้าเป็นเมื่อ 10 ปีที่แล้วยังโอเค ยังชอบอยู่ แต่กรุงเทพทุกวันนี้มันรถติด คนเยอะ ควันพิษเยอะ วุ่นวาย เรารู้สึกว่ามันน่าอยู่น้อยลงเลยย้ายมาอยู่เชียงใหม่

ที่มาของชื่อร้าน?

เพื่อนตั้งให้ เป็นคนไม่ชอบชื่อร้านยา สังเกตว่าร้านยาส่วนใหญ่จะเป็นร้านที่ตั้งชื่อเชย อย่างร้านเหล้าจะตั้งชื่อเท่ๆ แปลกๆ แต่ร้านยาเป็นร้านที่ติดอันดับการตั้งชื่อเชยมากที่สุด เอะอะก็ เรือนยา บ้านยา หมอยา หรือไม่ก็ สมชายเภสัช หรือใช้ชื่อคน เราเลยเอาชื่ออาร์ตดีกว่า เลยขอประชามติให้เพื่อนตั้งให้ ตั้งไปตั้งมาก็ถูกใจปันยามากที่สุด เพราะมันดูเล่นคำ แต่ก็ดูไม่ล้ำเกินไปจนคนไม่กล้าเข้า ชื่อมันมีความหมายว่าแบ่งปันยา แต่ใครมาก็ต้องซื้อแม้จะไม่มีการแบ่งบัน แต่ก็ตั้งชื่อเอาเคล็ด

ทำไมถึงต้องเปิดร้านตอนเย็นและยาวไปจนถึงเช้าของอีกวัน (17.30น.-06.00น.)

เหตุผลหลักคือคู่แข่งเยอะ เชียงใหม่เป็นเมืองที่มีร้านขายยาเยอะมาก บางตรอกซอกซอยไม่น่ามีร้านขายยาอยู่ได้ ก็ยังอุตส่าห์มี ยิ่งร้านยาเยอะการแข่งขันก็ยิ่งสูง เกิดสงครามราคา ตัดราคากัน ซึ่งต่อให้เราทุนหนักขนาดไหนก็สู้ร้านใหญ่ๆหรือร้านเก่าแก่บ้างร้านที่เปิดมา 40 กว่าปีไม่ได้ บางร้านก็ทุนใหญ่หรือร้านจากกรุงเทพมาเปิดก็มี เลยคิดว่าถ้าเปิดแบบธรรมดา คงเอาตัวไม่รอดแน่นอน กระแสทุนนิยมมันเชี่ยวกราก ก็คิดว่าเปลี่ยนไปเปิดกลางคืนดีกว่า เพราะว่าจากการเที่ยวเชียงใหม่จะสังเกตว่า คนเชียงใหม่นอนกันดึกมาก เพราะมีผับ  แต่ร้านยาเชียงใหม่จะเปิดไม่ค่อยดึกเท่าไร บางร้านสองสามทุ่มก็ปิดแล้ว บางทีคนที่มีไลฟ์สไตล์อย่างพวกเรา ก็จะหาซื้อยาตอนดึกๆไม่ได้ แล้วชัยภูมิของร้านก็อยู่ในย่านของคนที่ใช้ชีวิตกลางคืนอยู่แล้ว ก็เลยคิดว่าเปิดกลางคืนเพื่อเป็นการหนีคู่แข่ง อย่างน้อยเวลาคนไม่สบายตอนดึกๆ ก็จะจำร้านเราได้ แล้วเขาก็จะกลับมา บางคนขี่รถมาสิบกิโลเพื่อมาซื้อยาก็มี

เขามาซื้ออะไรกันตอนดึกๆ 

ก็หลายอย่างครับ ส่วนใหญ่จะเป็นยาฉุกเฉิน เช่น ยาโรคกระเพาะ ยาท้องเสีย ยาแก้ไอ เจ็บคอ หรือไม่ก็เป็นยาคุมกำเนิด ยาคุมฉุกเฉิน ถุงยาง เพราะว่าแถวนี้มีสาวเชียร์เบียร์ค่อนข้างเยอะ มีโรงแรม มีคาราโอเกะ มีที่ขายบริการทางเพศ ทำให้สินค้าประเภทนี้ขายดี ถ้าเป็นยาที่ต้องซื้อโดยไตร่ตรองไว้ก่อนแล้ว คนจะไปซื้อร้านอื่น เช่นยาโรคหัวใจ โรคความดัน เขาจะต้องเตรียมเอาไว้อยู่แล้ว คงไม่ต้องมาซื้อแบบฉุกเฉิน

 

ถ้าหากเราป่วยกะทันหัน การเข้าโรงพยาบาลก็ดูจะเป็นเรื่องใหญ่เกินไป

ใช่ครับ คนเชียงใหม่ ไม่ค่อยชอบไปโรงพยาบาล เพราะว่ามันยุ่งยากหลายอย่าง แล้วก็โรงพยาบาลในเชียงใหม่ก็ราคาแพง บางทีนอกเวลาก็ สองสามร้อย เข้าโรงพยาบาลได้ยามาไม่กี่ตัวเสียเงินไปหกเจ็ดร้อย คนจะคิดว่ามันไม่คุ้ม ไปร้านขายยาดีกว่า

เปิดร้านดึกขนาดนี้ ทำให้ได้เห็นสังคมคมเชียงใหม่ยามค่ำคืนในแง่มุมไหนบ้าง 

ได้เห็นสังคมเชียงใหม่อีกมุมหนึ่ง เพราะคนชอบคิดถึงเชียงใหม่ตอนกลางวันว่ามีเสน่ห์ ไปกินเค้ก กินข้าวซอย เชียงใหม่ในตอนกลางคืนก็เป็นเหมือนอีกโลกหนึ่ง ที่มีความดิบกว่า ซึ่งคนอาจมองว่ากลางคืนมันอันตราย แต่มันก็มีสีสันของกลางคืน บางคนนอนกลางวันแล้วตื่นกลางคืนไปเที่ยว ได้เจอเด็กแว๊น สาวเชียร์เบียร์ คนทำงานกลางคืน คนทำงานโรงแรม คนที่ออกไปหาอะไรกินตอนกลางคืน แล้วก็ยังมีพวกฟรีแลนซ์ ออกแบบ เว็บ กราฟฟิค ที่ชอบทำงานกันตอนกลางคืนเยอะ ช่วงกลางคืนก็สวยไปอีกแบบ ซึ่งไม่สามารถบอกได้ว่าดีหรือแย่กว่าตอนกลางวัน มันแล้วแต่คนชอบ แต่ผมชอบแบบกลางคืนมากกว่า มันได้เห็นอะไรแปลกๆมากกว่า แล้วก็บรรยากาศสงบกว่าตอนกลางวัน มันไม่ค่อยมีรถ เวลาทำอะไรก็จะมีสมาธิ บรรยากาศการพูดคุยก็คนละแนวกับตอนกลางวัน ใครอยากรู้ต้องมาลองใช้ชีวิตดู น่าจะพอนึกภาพออก

อยากแนะนำว่า ใครที่มาเชียงใหม่หลายครั้ง ซึ่งวนไปแต่ร้านเดิมๆ ความจริงเชียงใหม่มีอะไรให้ดูอีกมากมาย มันมีอะไรให้เที่ยวมากกว่าการจะมาจมกับที่เที่ยวซ้ำๆสามสี่ที่ มีอะไรที่น่าค้นหาอีกมาก แต่อยู่ที่ว่าคุณจะออกไปค้นหามันหรือเปล่า

ตอนกลางวันทำอะไร 

บางวันก็นอน บางวันก็ออกไปเที่ยว บางวันก็เขียนหนังสือ ช่วงนี้ก็ทำงานที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง ใช้ชีวิตไปเรื่อยๆ ไม่แน่นอนว่าจะทำอะไร

 

 

นอกจากเปิดร้านขายยาแล้ว ทำอะไรอีกบ้าง

เขียนบทความลงนิตยสาร”Starpic” เขียนบทความเกี่ยวกับภาพยนตร์และสังคม เขียนวิจารณ์หนังแล้วก็เขียนสกู๊ปทั่วไป แล้วก็เขียนลงวารสาร”อ่าน”เป็นบางครั้ง เกี่ยวกับสังคมการเมือง และก็ยังจะเขียนต่อไปเรื่อยๆ จนกว่าจะหมดไฟ ตอนนี้ยังไม่หมดไฟเท่าไร ถ้าเกิดหมดไฟก็อาจจะหยุดแต่ยังไม่ใช่เร็วๆนี้

มาเริ่มทำปันยามูฟวี่คลับได้อย่างไร?

เริ่มได้ประมาณสองปี อยู่เชียงใหม่แล้วรู้จักกับสถาบันสอนศิลปะแห่งหนึ่ง เขาเห็นว่ารู้เรื่องเกี่ยวกับหนังดี เลยชวนให้ไปฉายหนัง พอฉายหลายๆครั้งก็เลยได้ไปฉายที่นู่น ที่นั่น ที่นี่ จนได้ไปฉายเรื่องแสงศตวรรษที่แกลเลอลี่ของคุณอังกฤษ อัจฉริยโสภณ ที่เชียงราย พอฉายไปฉายมา ทำโปสเตอร์ เลยคิดว่าควรมีชื่อกลุ่ม เพราะเราไม่อยากเอาชื่อจริงออกสื่อ เลยใช้ชื่อปันยาดีกว่า เพื่อนก็เลยออกแบบโลโก้มาให้ใช้

ฉายหนังแนวไหนบ้าง?

เนื่องจากเป็นคนที่ชอบสนใจเรื่องสังคมการเมืองของไทย เลยคิดว่าจะจัดฉายหนังไทยที่มีเนื้อหาเชิงการเมือง ซึ่งคนก็จะมองว่าปันยาชอบฉายหนังการเมือง ที่จริงไม่ได้ตั้งใจ แต่ฉายไปฉายมามันก็ไปอิงการเมือง จะหนีก็หนีไม่พ้น แต่มันก็ไม่ใช่การเมืองจ๋าขนาดนั้น บางทีก็เอาหนังเกี่ยวกับการศึกษา ชีวิตในมหาลัย การถูกกดขี่ เกี่ยวกับเพศที่สาม ที่ถูกมองอย่างแปลกแยก ถึงจะเป็นหนังการเมืองแต่ผมจะมองว่า การเมืองมันอยู่ในทุกอณูในทุกสิ่งรอบตัวเรา อะไรก็เป็นการเมืองได้ เช่น น้ำท่วมก็เป็นการเมืองได้ ทำไมกรุงเทพน้ำท่วมช้า ทำไมคนปฏิบัติธรรมแล้วคิดว่าตัวเองเป็นคนดี แต่พอเห็นคนที่มีความคิดต่างกับตนเองถูกยิงตายแล้วกลับดีใจ มันเกิดอะไรขึ้นกับสังคมนี้บ้าง การเมืองมันแทรกอยู่ในทุกอณูทุกความคิด ต่อให้คนไม่สนใจ จะมีซักกี่คนที่เป็นกลางจริงๆ การเมืองมีทุกรูปแบบ หากเรามองไปมันก็มีให้ศึกษาได้ไม่สิ้นสุด ซึ่งเครื่องมือหนึ่งในการศึกษาก็คือหนัง การดูหนังก็จะทำให้เราเห็นอะไรแปลกๆ น่าสนใจได้มากขึ้นเรื่อยๆ

การเอาหนังที่ไม่สามารถหาดูได้ทั่วไปมาฉายก็เหมือนเป็นการเปิดมุมมองใหม่ๆให้ผู้ชมใช่ไหม?

ใช่ครับ ทำให้ได้เห็นมุมมองแปลกๆใหม่ๆ เปิดโลก มีอะไรมากระตุ้นความคิด เหมือนเราอ่านหนังสือ บางทีเราอาจจะอยู่ในกรอบความคิดเดิมๆ เจออะไรเดิมๆ พบปะแต่เพื่อนเดิมๆ ซึ่งบางทีมันก็น่าเบื่อ แต่ถ้าหากเราได้ไปดูหนัง ได้เปิดความคิด จะให้ดีก็คือ ควรดูหนังแปลกๆ มีหนังหลายเรื่องที่ดูแล้วรู้สึกเหมือนมีอะไรมาทุบหัว มันก็จะทำให้เรามองโลกในมุมมองแปลกใหม่ไปจากเดิม กล้าที่จะคิดนอกกรอบ กล้าที่จะหลุดพ้นไปจากมายาคติเดิมๆ ซึ่งมายาคตินั้นอาจจะดีหรือไม่ดีก็ได้ แต่มันสำคัญที่ว่า เรากล้าที่จะวิเคราะห์มันอย่างแท้จริงหรือเปล่า หนังมันก็ช่วยเปิดความคิดของเราในอีกแง่มุมหนึ่งได้มากขึ้น

 

 

การฉายหนังจะช่วยเปลี่ยนแปลงสังคมได้หรือไม่?

ได้อยู่ครับ มีหนังหลายเรื่องที่เปลี่ยนโลก แต่อาจจะไม่ได้เปลี่ยนแปลงแบบเฉียบพลัน ไม่ใช่ว่าฉายปุ๊บ คนออกไปประท้วง ไปปฏิวัติ แต่ว่ามันเป็นการวางรากฐานความคิดของคนในสังคม เช่นคนที่เคยยอมถูกกดขี่มานานมากๆ พอดูหนังที่แสดงให้เห็นว่า คนเรามีความเท่าเทียมกันทุกคน ก็อาจจะลุกฮือขึ้นมาต่อต้านอำนาจนิยม มันมีอำนาจในหนังหลายอย่าง ไม่ได้ว่าความคิดแบบไหนถูกหรือผิด แต่มันก็มีความคิดที่ปลูกฝังอยู่ในหนัง มันมีประเด็น มุมมอง และมายาคติ ที่ซ่อนอยู่ในหนังแต่ละเรื่องที่อาจจะส่งผลต่อผู้ชมได้

ไปฉายที่ไหนบ้าง?

การปฏิบัติงานหลักของปันยามูฟวี่คลับจะไม่มีสถานที่ ก็ไปขอฉายตามที่ต่างๆ อุปกรณ์ก็จะไปขอความช่วยเหลือ โปสเตอร์ให้คนออกแบบให้ ซึ่งแต่ละคนก็ให้ความช่วยเหลือด้วยใจ ไม่เอาอะไรตอบแทนซึ่งก็ต้องขอขอบคุณผ่านมาทางหน้ากระดาษนี้ด้วยครับ

ให้คนดูฟรี?

ที่จริงก็อยากเก็บเงินเหมือนกัน แต่เก็บเงินคงไม่มีใครมาแน่ๆ ก็จะจัดไปเรื่อยๆจนกว่าจะแบกรับคนเดียวไม่ไหว ก็คงต้องหาสปอนเซอร์มาช่วย

ยังคิดจะทำต่อไปอีกนานขนาดไหน?

ก็จะทำไปเรื่อยๆจนกว่าจะหมดไฟ ก็บอกไม่ได้เหมือนกันว่าจะหมดไฟเมื่อไร แต่ก็คงจะจัดแบบนี้ไปเรื่อยๆ ไม่แน่ถ้าเกิดจัดแล้วไม่มีคนมาดู หรือมีคนมาดูเยอะแต่ว่าเบื่อ ฉายไปสังคมก็ยังคมเลวร้ายเหมือนเดิม ก็อาจจะเลิกจัด แต่ตอนนี้ความคิดที่จะเลิกยังไม่อยู่ในหัว ก็จะจัดต่อไปแบบนี้ซัก 3-4เดือนต่อครั้ง

ทุกวันนี้ก็คือทำงาน สามอย่าง ทั้งขายยา เขียนหนังสือและฉายหนัง 

ใช่ครับ แต่ยังพอแบ่งเวลาได้ ถ้าเกิดแบ่งไม่ได้ก็คงต้องยุบสักอัน แต่ยังไม่รู้ว่าจะเป็นอะไร

ทั้งสามอย่างนี้ คิดว่างานไหนสนุกที่สุด 

มันก็มีทั้งด้านที่ดีและไม่ดีในแต่ละงาน บอกไม่ถูก บางงานอาจจะระเบียบเยอะ ได้เงินเยอะ อีกงานอาจจะอิสระกว่าแต่ได้เงินน้อยกว่า ก็ต้องสมดุลชีวิตเราเองว่าจะจัดสมดุลของเรายังไงให้เราอยู่ได้ ไม่ทำให้เสียงาน แล้วก็ชีวิตมีความสุขมากที่สุด มันก็จะเป็นเหมือนโลกคนละโลก มันก็มีดีและไม่ดีคนละอย่าง บอกไม่ได้เหมือนกันว่า ชอบอะไรมากกว่ากัน ก็เลยเหยียบเรือสามแคมอยู่อย่างนี้ ถ้าเกิดวันไหนทีชีวิตแปรผัน รู้สึกเบื่อชีวิตด้านใดด้านหนึ่งก็อาจจะทิ้งด้านนั้นไปเลย     

 
 
 
 
 
 
 
 
 
ปล. คนต่อไปจะเป็นใคร โปรดติดตาม 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
ขอบคุณที่แวะมาครับ 
 
 
 
อะติม
 

 

 

ในประวัติศาสตร์อันยาวนานของโลกมนุษย์ มีคนมากมายที่อยากเปลี่ยนแปลงโลกนี้ให้ดีขึ้น ด้วยความกล้าที่จะคิดและตั้งคำถาม สร้างสรรค์จินตนาการต่างๆเพื่อเปลี่ยนบางสิ่งที่ดูไม่เข้าที ให้มันดีและเข้าท่า แต่บางคำถามที่เขาคิดกลับกลายเป็นสิ่งท้าทายความเชื่อของยุคสมัย ไม่ว่าจะเป็นธรรมเนียมประเพณี ศาสนา ทำให้บางครั้งก็ต้องแลกมาด้วยชีวิต เพราะถูกเข้าใจผิดว่าเป็นพวกแม่มด เป็นปีศาจร้าย จนโดนจับไปเผาทั้งเป็น

 

 

 

 

 

มีคนบอกว่าคำถามสำคัญกว่าคำตอบ หากตั้งคำถามได้ถูกทิศถูกทาง ก็จะพาเราไปหาคำตอบอันมีคุณค่าได้ แต่บางครั้งคนเรากลับไม่ค่อยกล้าตั้งคำถาม แถมยังคอยแต่จะทำลายพวกคิดต่างให้สูญสิ้น จนทำให้ผู้ที่มีความคิดที่เห็นต่าง คิดนอกกรอบ และเชื่อในบางสิ่งที่แตกต่างจากคนในสังคม ถูกมองว่าเป็นตัวประหลาดหรือเป็นพวกไม่ปกติ

 

 

 

 

 

 

คนที่อยากบินได้ ไม่ได้หมายความว่าเขาไม่อยากเดินอีกต่อไป เขาคงไม่ต้องการให้ตัดขาทิ้ง แล้วติดปีกบินไปอย่างเดียว แต่แค่อยากลองอะไรใหม่ๆ เราอาจไม่รู้หรอกว่าเมื่อมีปีกบินได้ กับใช้ขาเดินอยู่บนดิน แบบไหนจะดีกว่ากัน เมื่อรู้แล้วเราจะได้เลือกถูกว่าอะไรดีกว่า  ปีกอาจดีกว่าขา หรือว่าดีทั้งคู่ และบางทีมันอาจห่วยทั้งคู่ก็เป็นได้

 

 

 

 

 

การจะทดลองทำอะไรใหม่ๆที่แปลกประหลาดและพิสดารอาจไม่ใช่แค่การทำให้ดูเท่ หรือแค่โชว์ว่าตัวเองเจ๋ง แต่เป็นการคิดอย่างรอบคอบแล้วก่อนที่จะทำสิ่งนั้นต่างหาก และผู้ทดลองดูหล่อมากขึ้น ถ้าหากสิ่งที่เขาทำสามารถสรรค์สร้างอะไรดีๆให้กับโลกใบนี้ได้ด้วย

 

 

 

 

 

การทำอะไรบ้าๆอาจสุ่มเสี่ยงกว่าการใช้ชีวิตแบบปกติ แต่มันอาจทำให้เราได้พบเห็นและได้อะไรติดไม้ติดมือมาบ้างจากการทดลองที่ใครๆก็มองว่าบ้า อย่างน้อยก็ประสบการณ์และความมันส์สะใจ

 

 

 

 

 

ไม่ว่าคำตอบจะออกมาเป็น ”ถูก” หรือ”ผิด” อาจไม่สำคัญเท่ากับการให้โอกาสกับสิ่งที่เราไม่รู้ การจำกัดความคิดอยู่กับคำว่า”ถูก  ผิด” ยิ่งปิดประตูแห่งจินตนาการ เพราะในยุคสมัยที่ซับซ้อน คำตอบที่ถูกไม่ได้มีเพียงคำตอบเดียว

 

 

 

 

 

ผลสุดท้ายของสิ่งที่ทำลงไป มันอาจได้เรื่องหรือไม่ได้เรื่องเลย

 

 

 

 

 

แต่อย่างน้อยความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการก็ได้เกิดขึ้นแล้ว และมันจะขยายออกไปอย่างไม่สิ้นสุด

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ขอบคุณที่แวะมาครับ

อะติม 

 

 

 

เรื่อยๆเปื่อยๆ

posted on 06 Mar 2012 19:22 by samoodpokon  in Cartoon  directory Cartoon, Diary, Idea
 
 
 
 
 
 
 
 
ช่วงนี้ภาคเหนือเจอปัญหาหมอกควัน
ไปไหนก็มองอะไรไม่ค่อยถนัด
บางครั้งก็รู้สึกเหมือนเป็นหวัด แสบจมูกไปหมด
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
บางช่วงก็อยากประหยัด
เพราะอยากเก็บตั้งซื้อของที่อยากได้
สุดท้ายก็ได้แต่กินมาม่า
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
บางครั้งก็รู้สึกเศร้าๆ
บางครั้งก็เหงาๆ
บางครั้งก็อธิบายไม่ถูก
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
บางวัน
แดดตอนเช้าๆ
มันก็ร้อนเกินกว่าจะจิบกาแฟ
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
ขอบคุณที่แวะมาครับ
 
 
อะติม
 

Favourites